กระแสการผลักดันโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ไฟฟ้าใหม่แบบ 3 ระดับ (3 Tiers) โดยมีเพดานภาษีกลุ่มนำเข้าสูงถึง 30% – 39% ได้จุดชนวนให้เกิดการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ที่สุดจากฝั่งภาคเอกชนและอุตสาหกรรมยานยนต์ในไทย
ล่าสุด สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) นำโดยคณะกรรมการสมาคมฯ ร่วมกับ สมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย (TAIA) และกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ได้เข้ายื่นหนังสือด่วนถึง นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อแสดงความห่วงใยและเสนอทางออกที่สมดุล
4 ข้อกังวลหลักของภาคเอกชนต่อการขึ้นภาษี 30% กะทันหัน
ในหนังสือของสมาคมฯ ได้ระบุถึงผลกระทบเชิงลบที่อาจเกิดขึ้นหากกระทรวงการคลังประกาศใช้โครงสร้างภาษีใหม่โดยไม่มีการผ่อนปรน:
1. วิกฤตสต๊อกรถยนต์นำเข้าค้างท่าเรือและดีลเลอร์
การสั่งซื้อและนำเข้ารถยนต์สำเร็จรูป (CBU) ต้องใช้เวลาในการวางแผนล่วงหน้า (Lead Time) อย่างน้อย 6 ถึง 9 เดือน รถยนต์ไฟฟ้าหลายหมื่นคันที่กำลังอยู่ระหว่างการขนส่งทางเรือ หรือจอดพักอยู่ที่ท่าเรือแหลมฉบัง หากถูกเรียกเก็บภาษีในอัตราใหม่ 30% ทันที ผู้นำเข้าและผู้แทนจำหน่ายจะไม่สามารถแบกรับต้นทุนส่วนต่างหลักแสนบาทต่อคันได้ ซึ่งอาจนำไปสู่การทิ้งสต๊อก หรือการฟ้องร้องทางกฎหมาย
2. ซัพพลายเออร์ชิ้นส่วนไทยยังปรับตัวไม่ทัน
แม้เป้าหมายของรัฐบาลคือการบีบให้ใช้ Local Content แต่ในความเป็นจริง การที่ค่ายรถ EV จะเปลี่ยนผ่านไปใช้ชิ้นส่วนจากโรงงานซัพพลายเออร์ไทย ต้องผ่านขั้นตอนการตรวจสอบมาตรฐานวิศวกรรม (PPAP / Quality Audit) ซึ่งต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 12 – 18 เดือน หากเร่งรัดเกินไป ค่ายรถจะไม่สามารถจัดหาชิ้นส่วนในประเทศได้ทัน จนต้องหยุดสายการผลิต
3. ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าอาจเผชิญภาวะ 'ตกหน้าผา' (Market Cliff)
หากราคารถยนต์ไฟฟ้าหลายรุ่นปรับขึ้นพร้อมกัน 20-30% ในภาวะที่หนี้ครัวเรือนไทยยังสูงและสถาบันการเงินเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อเช่าซื้อ ผู้บริโภคจะชะลอการตัดสินใจซื้อทันที ส่งผลให้เป้าหมายการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าและเป้าหมาย Carbon Neutrality ของประเทศต้องสะดุดลง
4. กระทบความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ
การเปลี่ยนแปลงนโยบายและอัตราภาษีแบบฉับพลัน (Unpredictable Policy) จะส่งสัญญาณที่ไม่ดีต่อนักลงทุนต่างชาติที่กำลังพิจารณาขยายฐานการลงทุนในไทย ว่านโยบายภาครัฐขาดความแน่นอนและมีต้นทุนความเสี่ยงทางนโยบายสูง
ข้อเสนอแนะจาก EVAT และ TAIA ต่อกระทรวงการคลัง
เพื่อให้นโยบายของรัฐบาลบรรลุผลสำเร็จในการส่งเสริมโรงงานในประเทศ โดยไม่ทำลายตลาด ทางสมาคมฯ จึงได้ยื่นข้อเสนอแนะ 3 ข้อหลัก:
- ขอระยะเวลาผ่อนปรน (Grace Period) อย่างน้อย 1 ปี: ให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปลายปี 2570 เป็นต้นไป เพื่อให้ผู้ประกอบการมีเวลาเคลียร์สต๊อกรถเดิมและเตรียมสายการผลิตให้สอดคล้องกับเกณฑ์ Local Content
- ปรับขึ้นภาษีแบบขั้นบันได (Stepped Approach): แทนที่จะปรับก้าวกระโดดจาก 8-10% ขึ้นไปเป็น 30-39% ในทันที เสนอให้ทยอยปรับเป็น 15% ในปีแรก, 20% ในปีถัดไป และขยับสู่ 30% ตามลำดับ
- กำหนดนิยาม Local Content ที่ปฏิบัติได้จริง: ขยายขอบเขตให้นับรวมมูลค่าการจ้างแรงงานไทย การวิจัยและพัฒนา (R&D) ในประเทศ และการฝึกอบรมบุคลากรวิศวกรรมยานยนต์ เพื่อช่วยให้ผู้ผลิตสามารถผ่านเกณฑ์ Tier 1 ได้ง่ายขึ้น
ท่าทีของกระทรวงการคลัง
แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังเปิดเผยว่า นายเอกนิติ ได้รับหนังสือข้อเสนอของภาคเอกชนแล้ว และได้มอบหมายให้กรมสรรพสามิตและบอร์ด EV นำข้อเสนอดังกล่าวไปประมวลผลร่วมกับตัวเลขทางเศรษฐกิจ เพื่อหาจุดลงตัวที่เหมาะสม ก่อนจะสรุปเข้าสู่ที่ประชุม ครม.
ความหวังของภาคยานยนต์ในขณะนี้คือ การที่รัฐบาลจะเลือกใช้แนวทาง 'สายกลาง' โดยการให้เวลาปรับตัว เพื่อรักษาทั้งห่วงโซ่อุปทานชิ้นส่วนไทยและความเติบโตของตลาดยานยนต์ไฟฟ้าไปพร้อมกัน





