ความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญของวงการยานยนต์ไทยเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อ สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) และ สมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย (TAIA) เตรียมเดินทางเข้ายื่นหนังสือข้อเสนอเชิงนโยบายอย่างเป็นทางการต่อ รัฐบาลและกรมสรรพสามิต ภายในสัปดาห์นี้

การยื่นหนังสือในครั้งนี้มีขึ้นก่อนที่ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จะนำเสนอวาระการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ไฟฟ้าเข้าสู่การพิจารณาของ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในช่วงเดือนกันยายน 2569


1. 2 ข้อเสนอหลักจาก EVAT และ TAIA

ข้อเสนอที่ทั้ง 2 สมาคมได้ร่วมกันกลั่นกรองจากเสียงสะท้อนของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมยานยนต์ ประกอบด้วย:

  1. การกำหนดโควตานำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าสำเร็จรูป (CBU Import Quota): เสนอให้มีการจัดสรรสัดส่วนการนำเข้าที่สอดคล้องกับกำลังการผลิตและแผนการประกอบรถยนต์ไฟฟ้าชดเชยภายในประเทศ (Local Assembly) ของแต่ละค่ายรถ เพื่อป้องกันภาวะสินค้าล้นตลาด (Oversupply) และปกป้องโรงงานผลิตในไทย
  2. ขอยืดระยะเวลาการปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตเป็นแบบขั้นบันได (1-Year Stepped Grace Period): ขอให้ภาครัฐชะลอการปรับขึ้นภาษีแบบก้าวกระโดด โดยปรับใช้เป็นระบบขั้นบันไดในกรอบระยะเวลา 1 ปี เพื่อให้ผู้ประกอบการ คลังสินค้า และดีลเลอร์ทั่วประเทศมีเวลาปรับแผนธุรกิจและบริหารจัดการสต็อกรถยนต์ได้อย่างเป็นธรรม

2. เหตุผลและความจำเป็นต่อภาคอุตสาหกรรม

  • การรองรับกำลังการผลิตโรงงาน EV ในไทย: ค่ายรถยนต์หลายแห่งกำลังอยู่ในช่วงเร่ง Ramp-up กำลังการผลิตในโรงงานแถบ EEC ตามเงื่อนไข EV3.0 / EV3.5 การให้เวลาปรับตัว 1 ปี จะช่วยให้สายการผลิตในประเทศมีความพร้อมสมบูรณ์แบบ 100%
  • การรักษาเสถียรภาพราคาของตลาดรถยนต์: การปรับภาษีแบบขั้นบันไดจะช่วยป้องกันไม่ให้ราคารถยนต์ไฟฟ้าเกิดความผันผวนอย่างรุนแรง ซึ่งอาจกระทบต่อดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในภาพรวม
  • การปกป้องผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ในประเทศ (Tier 1 & Tier 2 Suppliers): ช่วยให้ซัพพลายเออร์ไทยสามารถปรับตัวและพัฒนาชิ้นส่วนป้อนเข้าสู่สายการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่อง

3. จับตาวาระ ครม. กันยายน 2569

การเข้ายื่นหนังสือของ EVAT และ TAIA ในครั้งนี้ จะเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจที่สำคัญยิ่งของกระทรวงการคลังและคณะรัฐมนตรี ในการกำหนดทิศทางนโยบายภาษีรถยนต์ไฟฟ้าของไทยให้เกิดความสมดุลและยั่งยืนที่สุดครับ