ความเคลื่อนไหวครั้งประวัติศาสตร์ของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย เมื่อมีการเปิดเผย เอกสารบันทึกการประชุมหารือแนวทาง (Meeting Memo) จำนวน 6 หน้า

ระหว่าง สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) ร่วมกับ ผู้บริหารระดับสูงจาก 19 แบรนด์รถยนต์ชั้นนำ ในการกำหนดทิศทางข้อเสนอเชิงนโยบายเรื่อง "การกำหนดโควตาการนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าพลังงานแบตเตอรี่ (BEV) แบบนำเข้าสำเร็จรูปทั้งคัน (CBU) สำหรับผู้ประกอบการที่ลงทุนและมีฐานการผลิตในประเทศไทย"

เป้าหมายสำคัญของข้อเสนอนี้ คือการสร้างความสมดุลระหว่าง การส่งเสริมการลงทุนและสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ ควบคู่กับ การเปิดโอกาสให้นำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าโมเดลใหม่หรือกลุ่มเทคโนโลยีชั้นสูง ที่ตลาดยังมีปริมาณจำกัดและยังไม่คุ้มค่าต่อการขึ้นไลน์ประกอบในไทย


1. เกณฑ์คัดกรองโควตาภาษีตามราคาขายปลีก (MSRP Threshold)

ในเอกสารบันทึกการประชุม ได้มีข้อเสนอเกณฑ์การคัดกรองรถยนต์ไฟฟ้า BEV แบบนำเข้าสำเร็จรูปทั้งคัน (CBU) โดยอิงตาม ราคาขายปลีกแนะนำ (MSRP) ออกเป็น 2 ระดับ:

  1. รถยนต์ BEV ที่มีราคาขายปลีก MSRP ตั้งแต่ 1,000,000 บาท ขึ้นไป:
    • สิทธิประโยชน์: สามารถใช้สิทธิ์ อัตราภาษีสรรพสามิตเดิม 10% ได้ (ภายใต้กรอบวงเงินโควตาที่ได้รับ)
    • เหตุผลสนับสนุน: เป็นกลุ่มรถยนต์ระดับพรีเมียมหรือมีเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งการตั้งไลน์ผลิตชดเชยในประเทศสำหรับทุกรุ่นย่อยอาจไม่เกิดการประหยัดจากขนาด (Economies of Scale)
  2. รถยนต์ BEV ที่มีราคาขายปลีก MSRP ต่ำกว่า 1,000,000 บาท:
    • เงื่อนไข: ไม่สามารถใช้สิทธิ์โควตาภาษีเดิมได้ ต้องใช้อัตราภาษีสรรพสามิตใหม่ (ซึ่งคาดการณ์ว่าจะปรับขึ้นเป็น 32%)
    • เหตุผลสนับสนุน: เพื่อปกป้องและผลักดันให้ค่ายรถยนต์เร่งเดินสายการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าระดับแมสในประเทศ (Local Assembly) อย่างเต็มกำลังตามพันธสัญญามาตรการ EV3.0 และ EV3.5

2. การคำนวณวงเงินสิทธิโควตาจาก 5 มูลค่าเศรษฐกิจ (Import Entitlement Credit)

การจะได้รับโควตานำเข้านั้น ไม่ได้ให้แบบให้เปล่า แต่จะคำนวณจาก "วงเงินสิทธิจากมูลค่าทางเศรษฐกิจที่ผู้ประกอบการสร้างขึ้นภายในประเทศไทย (Import Entitlement Credit)" ผ่าน 5 มิติหลัก ได้แก่:

  1. มูลค่าจากการผลิตรถยนต์นั่งส่วนบุคคลในประเทศ (Local Passenger Car Production): นับรวมทั้งการผลิตเพื่อขายในประเทศและใช้ชิ้นส่วนในประเทศ (Local Content)
  2. มูลค่าจากการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปทุกระบบขับเคลื่อน (Vehicle Exports - All Powertrains): ทั้งรถยนต์ BEV, ไฮบริด (HEV/PHEV) และเครื่องยนต์สันดาป (ICE)
  3. มูลค่าจากการส่งออกชิ้นส่วนยานยนต์ไปยังเครือข่ายผู้ผลิต OEM ระดับโลก (Auto Parts Exports): ผลักดันห่วงโซ่อุปทานของผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย (Tier 1 & Tier 2) เข้าสู่ตลาดสากล
  4. มูลค่าจากการลงทุนอื่นๆ ภายในประเทศ (Domestic Investments): เช่น การสร้างศูนย์ทดสอบยานยนต์, โรงงานประกอบแบตเตอรี่, สถานีชาร์จสาธารณะ และศูนย์วิจัยและพัฒนา (R&D Centers)
  5. มูลค่าจากการจ้างงานบุคลากรไทยในกลุ่ม White-Collar: การจ้างงานและพัฒนาทักษะแรงงานสัญชาติไทยที่เป็นผู้เชี่ยวชาญหรือผู้ชำนาญการเฉพาะด้าน เช่น วิศวกรยานยนต์ไฟฟ้า, นักออกแบบระบบ, ซอฟต์แวร์เดเวลอปเปอร์ และนักเทคนิคระดับสูง

3. รายชื่อ 19 แบรนด์รถยนต์ที่เข้าร่วมหารือกับ EVAT

การประชุมครั้งนี้สะท้อนภาพความร่วมมือที่ครอบคลุมทุกค่ายรถยนต์หลักในไทย ทั้งกลุ่มยุโรป ญี่ปุ่น สหรัฐฯ และจีน ได้แก่:

  • กลุ่มยุโรป & สหรัฐฯ: BMW & MINI, MERCEDES-BENZ, TESLA
  • กลุ่มญี่ปุ่น: TOYOTA, HONDA, ISUZU, MITSUBISHI, NISSAN
  • กลุ่มจีน: BYD, CHANGAN / DEEPAL / AVATR, GAC AION, GWM, MG, OMODA & JAECOO, XPENG, ZEEKR
  • กลุ่มผู้แทนจำหน่ายและค้าปลีกยานยนต์ชั้นนำ: MGC-ASIA

4. สถานะของข้อเสนอและขั้นตอนต่อไป

ข้อสังเกตสำคัญ: ข้อมูลทั้งหมดในเอกสารบันทึกการประชุม 6 หน้านี้ ยังเป็นเพียงข้อเสนอแนวทางการหารือร่วมกันระหว่างสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) กับ 19 ค่ายรถยนต์เท่านั้น ยังไม่ใช่ข้อสรุปหรือกฎหมายที่มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ

โดยขั้นตอนหลังจากนี้ ทั้ง 2 สมาคมยานยนต์ (EVAT และ TAIA) จะนำร่างข้อเสนอดังกล่าวเข้าสู่กระบวนการหารือร่วมกับ กรมสรรพสามิต, กระทรวงการคลัง และคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ดอีวี) เพื่อร่วมกันเคาะมาตรการโครงสร้างภาษีที่เหมาะสมและเป็นธรรมที่สุด ก่อนที่กระทรวงการคลังจะเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไปครับ