หลังจากมาตรการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าของภาครัฐ (EV 3.0 และ EV 3.5) ประสบความสำเร็จอย่างงดงามในการจุดกระแสความต้องการ จนทำให้ยอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าบริสุทธิ์ (BEV) ในประเทศไทยก้าวขึ้นมาครองสัดส่วนถึง 30% ของยอดจดทะเบียนรถยนต์ใหม่ทั้งหมดในปี 2026
ทว่าผลข้างเคียงที่ตามมาคือการหลั่งไหลของรถยนต์ไฟฟ้านำเข้าสำเร็จรูปทั้งคัน (CBU) และสงครามราคา (Price War) ที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ดั้งเดิม (OEM Tier 1 - Tier 3) ในประเทศไทย
ล่าสุด ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ด EV) เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2569 โดยมี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน ได้มีมติเห็นชอบในหลักการ "ปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ไฟฟ้าใหม่แบบ 3 ระดับ (3 Tiers)" ซึ่งเตรียมเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายในเดือนกันยายนนี้
เปิดโครงสร้างภาษีสรรพสามิต EV 3 ระดับ (3 Tiers)
โครงสร้างภาษีใหม่ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างแรงจูงใจที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนตามระดับความจริงใจในการลงทุนของผู้ผลิต:
| ระดับ (Tier) | คุณสมบัติของผู้ประกอบการ | อัตราภาษีสรรพสามิตคาดการณ์ | ผลกระทบต่อราคารถ |
|---|---|---|---|
| Tier 1 (อัตราต่ำสุด) | ค่ายรถที่มีโรงงานประกอบในไทย (CKD) และมีสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ (Local Content) สูง รวมถึงใช้เซลล์/โมดูลแบตเตอรี่ที่ผลิตในประเทศ | คงที่ 2% | ราคาทรงตัว หรือถูกลงจากการประหยัดต้นทุน Logistics |
| Tier 2 (อัตราปานกลาง) | ค่ายรถที่เซ็นสัญญาลงทุนผลิตชดเชย อยู่ระหว่างก่อสร้างโรงงาน หรือนำเข้ามาทดลองตลาดตามโควตาที่กำหนด | 10% – 15% | ปรับขึ้นเล็กน้อยตามสัดส่วนการนำเข้า |
| Tier 3 (อัตราสูงสุด) | ผู้ประกอบการที่นำเข้ารถยนต์สำเร็จรูป (CBU) ล้วนๆ โดยไม่มีแผนการตั้งโรงงานผลิตในไทย หรือไม่ใช้ชิ้นส่วนในประเทศ | 30% – 39% (ปรับขึ้นจากเดิม 8-10%) | ราคาจำหน่ายอาจพุ่งขึ้น 20% – 30% ทันที |
เหตุผลเบื้องหลัง: ทำไม 'เอกนิติ' และกระทรวงการคลังต้องรื้อโครงสร้างภาษีตอนนี้?
1. สกัด 'การดั๊มพ์ราคา' ของรถยนต์ไฟฟ้านำเข้า
ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ค่ายรถยนต์บางแห่งอาศัยช่องว่างของสิทธิประโยชน์ภาษีนำเข้า 0% (จากข้อตกลงการค้าเสรี ASEAN-China FTA) และภาษีสรรพสามิตพิเศษ 2-8% นำเข้ารถ CBU เข้ามาดั๊มพ์ราคาขายตัดหน้าโรงงานที่ลงขันสร้างในไทยนับหมื่นล้านบาท โครงสร้างภาษี 3 Tiers จึงเป็นเกราะป้องกันไม่ให้ผู้ผลิตที่จริงใจต่อการลงทุนในไทยต้องเสียเปรียบ
2. บังคับเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Linkage)
ผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยกว่า 2,000 ราย กำลังเผชิญวิกฤตโรงงานปิดตัว การกำหนดเกณฑ์ Local Content ใน Tier 1 จะบีบให้ค่ายรถ EV จากจีนและต่างชาติต้องซื้อสายไฟ, ช่วงล่าง, เบาะนั่ง, ระบบปรับอากาศ และชิ้นส่วนโครงสร้างจากซัพพลายเออร์ในประเทศไทย ไม่สามารถนำเข้ากล่องสำเร็จรูปมาขันน็อตเพียงอย่างเดียวได้อีกต่อไป
3. รักษาวินัยการคลังและรายได้ภาษีสรรพสามิต
การอุดหนุนเงินตรงคันละ 50,000 – 100,000 บาท ในโครงการ EV 3.0/3.5 ใช้เม็ดเงินงบประมาณไปหลายหมื่นล้านบาท การปรับอัตราภาษีของกลุ่ม Tier 3 จะช่วยสร้างรายได้ภาษีกลับคืนสู่คลังหลวง เพื่อนำไปใช้ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสถานีชาร์จและระบบโครงข่ายไฟฟ้า (Smart Grid) ของประเทศ
จับตาข้อสรุป ครม. ภายในสิ้นเดือนกันยายน 2569
นายเอกนิติ ได้สั่งการให้กรมสรรพสามิตและสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เร่งทำประชาพิจารณ์และเคาะตัวเลขอัตราภาษีที่แน่นอน ร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรมและบอร์ดบีโอไอ (BOI) เพื่อนำเสนอ ครม. ให้ทันกรอบเวลาภายในเดือนกันยายน 2569 นี้
หากโครงสร้างภาษี 3 Tiers ได้รับความเห็นชอบจาก ครม. ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในไทยจะก้าวเข้าสู่การจัดระเบียบครั้งใหญ่ที่สุด รถรุ่นที่นำเข้าจะกลายเป็นของแพงเฉพาะกลุ่ม ขณะที่รถที่ประกอบในไทยจะกลายเป็นตัวเลือกหลักที่ครองถนนเมืองไทยอย่างแท้จริง





