ความตั้งใจแรกเริ่มของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นทุกรูปแบบ คือการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าไปพยุงกำลังซื้อของกลุ่มคนที่มีความเปราะบางที่สุดในระบบเศรษฐกิจ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำในระดับฐานราก ทว่าในการนำมาตรการ "ไทยช่วยไทยพลัส (60/40)" มาใช้งานจริงโดยมีการระบุคุณสมบัติของผู้มีสิทธิ์อย่างละเอียดในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569 รัฐบาลได้เผชิญกับโจทย์ที่ยากที่สุดในทางการคลัง นั่นคือ "การจัดสรรงบประมาณอย่างจำกัดให้มีประสิทธิภาพสูงสุดโดยไม่สร้างความเหลื่อมล้ำรอบใหม่"

ทว่าในโลกแห่งความเป็นจริง โครงสร้างทางชนชั้นและรายได้ของประเทศไทยมีความซับซ้อนเกินกว่าจะแบ่งแยกอย่างหยาบ ๆ ด้วยตัวกรองแบบสองขั้ว (Binary Filter) ระหว่าง "ผู้ยากจนอย่างยิ่งที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ" และ "ประชาชนทั่วไป"

การกรองกลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐออกจากสิทธิ์ของไทยช่วยไทยพลัส ร่วมกับการกำหนดเงื่อนไขให้ประชาชนต้อง "ร่วมจ่าย (Co-pay) 40%" กำลังขยายช่องว่างความเหลื่อมล้ำแบบเงียบ ๆ ให้กับกลุ่มที่เราเรียกว่า "The Missing Middle" หรือกลุ่มคนชนชั้นกลางระดับล่างที่ไม่ได้รับทั้งสวัสดิการแบบให้เปล่าและไม่มีรายได้เพียงพอที่จะร่วมเล่นเกมเศรษฐกิจดิจิทัลของรัฐบาล


1. ใครคือ "The Missing Middle" ในระบบเศรษฐกิจไทยปี 2569?

ในโครงสร้างประชากรไทย กลุ่มชนชั้นกลางระดับล่างและแรงงานนอกระบบถือเป็นกระดูกสันหลังที่มีสัดส่วนใหญ่ที่สุด พวกเขาคือพนักงานบริการในร้านอาหาร พนักงานรักษาความปลอดภัย คนขับรถรับจ้างสาธารณะ ช่างซ่อมบำรุงรายวัน และพนักงานออฟฟิศระดับปฏิบัติการที่มีรายได้เฉลี่ยประมาณ 10,000 ถึง 18,000 บาทต่อเดือน

คนกลุ่มนี้ไม่ได้มีเกณฑ์ยากจนพอที่จะได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (ซึ่งมีฐานข้อมูลกรองรายได้เฉลี่ยไม่เกิน 100,000 บาทต่อปีต่อคน) แต่ในขณะเดียวกัน ด้วยสภาวะเงินเฟ้อด้านอุปทานและค่าครองชีพที่สูงลิ่วในกรุงเทพฯ และปริมณฑล รายได้เกือบ 100% ของพวกเขาจึงหมดไปกับค่าเช่าห้องพัก ค่าเดินทาง และค่าผ่อนชำระหนี้สินในระบบและนอกระบบ

[กลุ่มเปราะบางสุดขีด] <------------------> [The Missing Middle] <------------------> [กลุ่มมีกำลังซื้อ]
บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ                    ชนชั้นกลางระดับล่าง / แรงงานรายวัน                  ชนชั้นกลางขึ้นไป
(ได้เงินช่วยเหลือตรง 100%)              (มีเงินไม่พอร่วมจ่าย 40% ทุกวัน)                  (ใช้สิทธิ์ได้ครบ 4,000 บาท)
*ถูกตัดสิทธิ์ไทยช่วยไทยพลัส*              *ตกหล่นจากสิทธิ์ / ใช้วงเงินได้ไม่เต็ม*             *ได้ประโยชน์จากเงินอุดหนุนรัฐเต็มที่*

เมื่อโครงการไทยช่วยไทยพลัสกำหนดเงื่อนไขให้ผู้รับสิทธิ์ต้องจ่ายเงินเอง 40% ทุกครั้งผ่าน G-Wallet ทำให้กลไกนี้เกิดปัญหาการคัดเลือกกลุ่มเป้าหมายที่ผิดพลาดตามสภาพรายได้จริง (Income Bias):

  • ผู้มีรายได้น้อยจริงแต่ไม่มีบัตรสวัสดิการรัฐ: ในแต่ละเดือน หากต้องการใช้วงเงินช่วยเหลือของภาครัฐให้เต็มโควตา 1,000 บาท ประชาชนจะต้องจ่ายเงินตัวเองสมทบเข้าไปอย่างน้อย 666 บาทต่อเดือน (รวมใช้จ่าย 1,666 บาท)
  • สำหรับคนที่มีรายได้แบบวันต่อวัน: เงิน 666 บาทต่อเดือน อาจดูเป็นจำนวนน้อยสำหรับชนชั้นกลางระดับสูง แต่สำหรับคนที่ต้องประคองชีพด้วยรายได้วันละ 300 บาท เงินก้อนนี้คือค่าอาหารหลายมื้อ การต้องสำรองเงินเข้าไปใน e-Wallet ก่อนใช้งานสร้างอุปสรรคทางสภาพคล่องอย่างรุนแรง

ผลลัพธ์คือ กลุ่มคนที่มีความจำเป็นต้องใช้เงินช่วยเหลือมากที่สุด กลับสามารถดึงวงเงินสนับสนุนจากรัฐไปใช้ได้จริงเพียงไม่กี่ร้อยบาทต่อเดือน หรือบางรายอาจต้องจำใจปล่อยให้สิทธิ์นั้นหมดอายุไปในแต่ละสิ้นเดือนอย่างน่าเสียดาย สวนทางกับกลุ่มชนชั้นกลางระดับบนที่มีกำลังจ่ายสูงและลงทะเบียนร่วมโครงการได้ทัน ซึ่งสามารถใช้สิทธิ์เต็ม 1,000 บาทต่อเดือนได้อย่างง่ายดาย


2. กับดัก Co-pay 40% และความจริงเรื่องการจัดการเงินครัวเรือน

ทำไมการร่วมจ่าย 40% ถึงกลายเป็นกำแพง? เราสามารถวิเคราะห์ผ่านแบบจำลองการจัดสรรงบประมาณครัวเรือนรายวันของผู้มีรายได้น้อยดังนี้:

สมมติให้แรงงานรายวันมีรายได้ 350 บาทต่อวัน หลังหักค่าเช่าห้องเฉลี่ยรายวัน (120 บาท) และค่าเดินทาง (80 บาท) จะเหลือเงินเพื่อการบริโภคอาหารและน้ำดื่มจริงเพียง 150 บาทต่อวัน

หากแรงงานรายนี้ต้องการใช้สิทธิ์ไทยช่วยไทยพลัสเพื่อซื้อสินค้ามูลค่า 100 บาท:

  1. รัฐบาลจะจ่ายให้ 60 บาท
  2. แรงงานต้องควักเงินจ่ายเอง 40 บาท จากเงินบริโภคที่มีอยู่ 150 บาท (คิดเป็น 26.6% ของงบประมาณบริโภคทั้งวัน)
  3. หากต้องการสแกนจ่ายของใช้ในบ้านเพิ่มเติมมูลค่า 250 บาท (เพื่อรับวงเงินช่วยสูงสุดรายวัน 150 บาทจากรัฐ) เขาต้องควักกระเป๋าตัวเองถึง 100 บาท ซึ่งแปลว่าจะเหลือเงินสดติดตัวสำหรับกรณีฉุกเฉินอื่น ๆ เพียง 50 บาทเท่านั้นในวันนั้น

ความตึงตัวของเงินสดสำรองทำให้ผู้ใช้สิทธิ์ในกลุ่ม Missing Middle ไม่สามารถวางแผนการจ่ายเงินที่ยืดหยุ่นได้ พวกเขาจึงเลี่ยงที่จะไม่ใช้สิทธิ์ หรือใช้สิทธิ์เฉพาะยอดซื้อขนาดเล็กมาก ๆ เช่น การซื้อข้าวแกง 40-50 บาทต่อวัน (จ่ายเอง 16-20 บาท) ส่งผลให้ได้รับความช่วยเหลือในสัดส่วนที่ต่ำกว่ากลุ่มคนที่มีความพร้อมทางเงินสด


3. ความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัลสองชั้น (Double Digital Divide)

นอกเหนือจากมิติทางการเงินแล้ว โครงการไทยช่วยไทยพลัสที่ต้องขับเคลื่อนผ่านสมาร์ทโฟน 100% ยังตอกย้ำภาพความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล (Digital Divide) ในสังคมไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยมีประเด็นสำคัญ 2 ประการ:

A. คุณภาพฮาร์ดแวร์และความเข้ากันได้ของระบบ (App Compatibility)

แอปพลิเคชันเป๋าตังเวอร์ชันปี 2569 มีการอัปเกรดระบบรักษาความปลอดภัยและการสแกนใบหน้าด้วยเทคโนโลยี AI เพื่อป้องกันการทุจริตและการสวมสิทธิ์ ส่งผลให้ต้องการทรัพยากรเครื่องที่สูงขึ้น โทรศัพท์มือถือรุ่นเก่าที่ใช้ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์รุ่นโบราณ (มักเป็นรุ่นประหยัดที่กลุ่ม Missing Middle ใช้งาน) จะประสบปัญหาแอปหน่วง ค้าง หรือไม่สามารถติดตั้งแอปได้เนื่องจากหน่วยความจำเต็ม

B. โครงข่ายและค่าบริการอินเทอร์เน็ต (Data Infrastructure)

การทำธุรกรรมแบบ Co-pay ณ จุดขายผ่าน G-Wallet จำเป็นต้องใช้อินเทอร์เน็ตบนมือถือแบบ Real-time ตลอดเวลา ผู้ใช้สิทธิ์ในกลุ่มรายได้น้อยจำนวนมากไม่ได้สมัครแพ็กเกจอินเทอร์เน็ตรายเดือนแบบไม่จำกัดความเร็ว พวกเขาใช้ซิมเติมเงินและมักประสบปัญหาอินเทอร์เน็ตหมดหรือสัญญาณไม่เสถียรระหว่างเข้าคิวจ่ายเงิน สร้างประสบการณ์ที่อับอายและลดแรงจูงใจในการเข้าใช้งานครั้งต่อไป


4. ตารางเปรียบเทียบมิติผลกระทบทางสังคมของโครงการไทยช่วยไทยพลัส

มิติผลกระทบกลุ่มยากจน (มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ)กลุ่มชนชั้นกลางระดับล่าง (Missing Middle)กลุ่มชนชั้นกลางขึ้นไป (มีกำลังซื้อ)
สิทธิ์ในโครงการไม่มีสิทธิ์ (ถูกตัดออกตั้งแต่แรกเนื่องจากมีบัตรประชารัฐ)มีสิทธิ์ (แต่มีอุปสรรคทางการร่วมจ่าย 40%)มีสิทธิ์ (และใช้งานได้ครบถ้วนโดยไม่มีอุปสรรคการเงิน)
ผลประโยชน์ที่ได้รับจริงได้รับงบสวัสดิการพื้นฐานรายเดือนเดิม (ไม่มีรายได้กระตุ้นใหม่)ได้รับเงินกระตุ้นบางส่วน (เฉลี่ย 300-500 บาท/เดือน)ได้รับสิทธิ์ช่วยเหลือสูงสุดเต็มโควตา (4,000 บาทตลอดโครงการ)
การจัดสรรเงินสำรองไม่ต้องร่วมจ่าย (รับสวัสดิการให้เปล่าตรง)ต้องดึงเงินออม/เงินกินประจำวันมาร่วมจ่าย (กระแสเงินสดตึงตัว)จ่ายเงินร่วมสบาย ๆ (ถือเป็นการช่วยประหยัดรายจ่ายปกติ)
ระดับความเหลื่อมล้ำหลังจบโครงการสัมพัทธ์แย่ลง (เนื่องจากสินค้าในตลาดปรับตัวแพงขึ้นตามแรงซื้อรัฐ)ทรงตัวหรือแย่ลง (จากการควักเงินสดสมทบในยามขัดสน)ดีขึ้น (ประหยัดค่าครองชีพปกติได้กว่า 4,000 บาท)

5. มุมมองของจอน: ยกระดับนโยบายสากลที่ไม่ทิ้งคนตรงกลาง

เพื่ออุดรอยรั่วความเหลื่อมล้ำของโครงการไทยช่วยไทยพลัส รัฐบาลควรเปลี่ยนรูปแบบตัวกรองทางเทคโนโลยีและการคลังให้มีความยืดหยุ่น (Responsive Policy Design) มากขึ้น แทนที่จะใช้กลไกการตัดสิทธิ์แบบเหมารวม

ทางเลือกในการแก้ปัญหาอาจเป็นการใช้ระบบ "สัดส่วนการร่วมจ่ายแบบขั้นบันได" (Sliding-scale Co-pay) ที่ลิงก์เข้ากับฐานข้อมูลภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและข้อมูลแรงงานนอกระบบ เช่น:

  • กลุ่มผู้มีรายได้ต่ำกว่า 15,000 บาท/เดือน: ให้ใช้สิทธิ์แบบ 80/20 (รัฐช่วยจ่าย 80% ประชาชนจ่ายเองเพียง 20% เพื่อลดความกดดันด้านกระแสเงินสด)
  • กลุ่มผู้มีรายได้ 15,000 - 30,000 บาท/เดือน: ใช้สิทธิ์แบบ 60/40 ตามเกณฑ์ปกติ
  • กลุ่มผู้มีรายได้สูงกว่า 30,000 บาท/เดือน: ใช้สิทธิ์แบบ 40/60 (รัฐช่วยจ่าย 40% ประชาชนจ่ายเอง 60% เพื่อกระจายความช่วยเหลือสู่คนที่ต้องการอย่างแท้จริง)

การใช้กลไกทางดิจิทัลมาช่วยปรับปรุงโครงสร้างนโยบายให้สะท้อนความเป็นจริงในชีวิตประจำวันของผู้คน คือทางออกเดียวที่จะช่วยพยุงระบบเศรษฐกิจรากหญ้าได้โดยไม่ผลักภาระและทอดทิ้งกลุ่ม "ชนชั้นกลางระดับล่าง" ซึ่งมักเป็นกลุ่มแรกที่ต้องรับแรงกระแทกในทุกวิกฤตเศรษฐกิจของประเทศครับ