ความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของธนาคารกลางและกระทรวงการคลังทั่วโลกในทศวรรษนี้ คือการพยายามประคองตัวรอดระหว่างสองพายุเศรษฐกิจที่ขัดแย้งกันเอง: พายุลูกแรกคือ ภาวะกำลังซื้อหดตัวและเศรษฐกิจท้องถิ่นซบเซา (Stagnation) ที่สร้างความอ่อนล้าให้ประชาชนระดับรากหญ้า และพายุลูกที่สองคือ ภาวะเงินเฟ้อราคาพลังงานและต้นทุนอุปทานที่แพงขึ้น (Cost-push Inflation) ซึ่งบีบให้ต้นทุนการครองชีพและราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ขยับตัวขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง

การเปิดตัวมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ "ไทยช่วยไทยพลัส (60/40)" วงเงินร่วมจ่ายรวมกว่า 120,000 ล้านบาท ของรัฐบาลไทยในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569 ถูกออกแบบมาเพื่อเป็น "เข็มฉีดยาแรง" เพื่อบรรเทาแรงอัดของพายุลูกแรกในทันที

ทว่าในโลกของเศรษฐศาสตร์มหภาค ทุกนโยบายทางการคลังเปรียบเสมือนเหรียญสองด้าน การอัดฉีดกระแสเงินสดและสิทธิ์ซื้อสินค้าระดับแสนล้านบาทเข้าสู่ระบบตลาดเสรีในห้วงเวลาสั้น ๆ อาจไม่เพียงแค่พยุงคนยากจน แต่อาจกำลังผลักดันให้เกิดแรงกดดันเงินเฟ้อรอบใหม่ และนำไปสู่ความฝืดเคืองที่สาหัสขึ้นเมื่อยาสลายฤทธิ์ลงในสิ้นปี


1. ทฤษฎีเงินเฟ้อปะทะกัน: เมื่ออุปสงค์เทียม (Demand-pull) ชนกับอุปทานขัดสน (Cost-push)

เพื่อทำความเข้าใจผลกระทบของโครงการไทยช่วยไทยพลัสต่อราคาสินค้า เราต้องแบ่งแยกประเภทของเงินเฟ้อออกเป็นสองฝั่งอย่างชัดเจน:

  • เงินเฟ้อด้านต้นทุน (Cost-push Inflation): เกิดจากปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ในระดับประเทศ เช่น ราคาน้ำมันโลกดีดตัว ราคาวัตถุดิบและค่าปุ๋ยเคมีขยับขึ้น นี่คือสิ่งที่ประเทศไทยเผชิญอยู่ในปัจจุบัน ทำให้ต้นทุนการผลิตจริงของร้านค้าเพิ่มขึ้น
  • เงินเฟ้อด้านกำลังซื้อ (Demand-pull Inflation): เกิดจากการที่ปริมาณความต้องการซื้อสินค้าในตลาดเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว สวนทางกับปริมาณการผลิตสินค้าที่ขยายตัวไม่ทัน ส่งผลให้ผู้ผลิตสามารถปรับราคาขึ้นเพื่อสร้างสมดุลอุปสงค์-อุปทานใหม่
    [ต้นทุนการผลิตจริงแพงขึ้น] (Cost-push)  <--- ปัญหาเดิม
                     │
                     ▼
    [อัดฉีดงบรัฐเพิ่มแรงซื้ออย่างฉับพลัน] (Demand-pull) <--- ไทยช่วยไทยพลัสเข้ามาสมทบ
                     │
                     ▼
    [ร้านค้าใช้โอกาสขยับราคาขึ้นอย่างแนบเนียน] (Consumer Price Index: CPI ดีดตัวขึ้น)

เมื่อโครงการไทยช่วยไทยพลัสเติมกระสุนให้ประชาชน 30 ล้านคนมีกำลังซื้อจำลองเพิ่มขึ้นวันละ 200 บาทโดยรัฐสนับสนุน 60% ร้านค้าปลีกและพ่อค้าแม่ค้าในตลาดจะเริ่มเห็นแนวโน้มความยินดีในการยอมจ่ายของลูกค้า (Willingness to Pay) ขยับตัวสูงขึ้น

ในสภาวะปกติที่ต้นทุนการผลิตยังต่ำ การแข่งขันอย่างเสรีจะบีบให้ราคาทรงตัว แต่ภายใต้ความกดดันที่ต้นทุนวัตถุดิบของร้านค้าสูงเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว การมีกำลังซื้อสนับสนุนจากภาครัฐจะกลายเป็น "โอกาสทองเชิงกลยุทธ์" ที่ช่วยให้ร้านค้าสามารถทยอยปรับขึ้นราคาสินค้าจริง (เช่น ข้าวแกงปรับจาก 45 บาท เป็น 50 บาท หรือราคาหมูสดขยับโลละ 10 บาท) โดยที่ผู้บริโภคไม่ปฏิเสธการซื้อทันทีเนื่องจากยังมีสิทธิ์ 60% จากรัฐคอยช่วยประคอง

ผลลัพธ์เชิงระบบคือ ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) มีโอกาสที่จะปรับตัวสูงขึ้นเร็วกว่าปกติในช่วงระยะเวลาของโครงการ และส่งผลให้อำนาจซื้อที่แท้จริงของเงินสดในมือประชาชนลดต่ำลง

อินโฟกราฟิกเศรษฐกิจไทยกำลังเจอ 2 พายุพร้อมกัน อุปสงค์ชะลอตัวปะทะเงินเฟ้อฝั่งต้นทุน


2. ตัวคูณทางการคลัง (Fiscal Multiplier) และปริมาณการหมุนเวียนของเงินออม

อย่างไรก็ตาม ในแง่บวก นโยบายร่วมจ่าย 60/40 มีประสิทธิภาพในการสร้างตัวคูณทวีคูณทางการคลัง (Fiscal Multiplier) เหนือกว่านโยบายให้เปล่า

หากนำงบประมาณ 1.2 แสนล้านบาทไปแจกเป็นเงินสดตรง ๆ ผู้บริโภคอาจนำเงิน 30-40% ไปฝากธนาคารหรือเก็บเป็นเงินสดสำรอง ซึ่งในมุมการคลังถือเป็น "การรั่วไหล" (Leakage) ที่ไม่สร้างการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจ แต่กติการ่วมจ่าย 60/40 บังคับให้ผู้รับสิทธิ์ต้องเป็นผู้นำกระแสเงินสดในกระเป๋าตนเองออกมาร่วมจับจ่ายด้วย 40% เสมอ

  ┌──────────────────────────────────────────────────────────────┐
  │     งบประมาณภาครัฐอัดฉีดเข้าระบบ     =   120,000 ล้านบาท       │
  ├──────────────────────────────────────────────────────────────┤
  │   ดึงเงินออม/เงินสมทบของภาคประชาชนร่วมจ่าย  =    80,000 ล้านบาท       │
  ├──────────────────────────────────────────────────────────────┤
  │    ยอดรวมเม็ดเงินสะพัดจริงในตลาดระดับฐานราก  =   200,000 ล้านบาท       │
  └──────────────────────────────────────────────────────────────┘

การดึงเงินสมทบของประชาชนออกมาถึง 80,000 ล้านบาท ช่วยเพิ่มขนาดของเม็ดเงินหมุนเวียนในตลาดสด ท้องถิ่น และโชห่วยให้สูงขึ้นถึง 1.67 เท่า ของงบประมาณภาครัฐที่จ่ายจริง ซึ่งจะช่วยหมุนเวียนและพยุงอุปสงค์ในระดับจุลภาคไม่ให้ล่มสลายในช่วงระยะเวลา 4 เดือนนี้ได้อย่างมีประสิทธิผลสูงกว่าวิธีโอนเงินตรง

อินโฟกราฟิกด้านบวกของโครงการไทยช่วยไทยพลัสและตัวคูณทางการคลังเพื่อกระตุ้นกำลังซื้อฐานราก


3. วิกฤตหน้าผาทางการคลัง (Fiscal Cliff) ในไตรมาสสุดท้ายของปี

ความเสี่ยงที่น่ากังวลที่สุดในเชิงระบบการจัดการเศรษฐกิจมหภาค คือสิ่งที่เรียกว่า หน้าผาทางการคลัง (Fiscal Cliff)

ตลอดช่วงเดือนมิถุนายนถึงกันยายน 2569 เศรษฐกิจระดับรากหญ้าจะดูสะพัดเป็นพิเศษจากการร่วมอัดฉีดเม็ดเงินเฉลี่ยเดือนละ 50,000 ล้านบาท (เงินรัฐ 30,000 ล้าน + เงินประชาชน 20,000 ล้าน) พ่อค้าแม่ค้าและซัพพลายเออร์สินค้าโชห่วยจะปรับปริมาณสต็อกสินค้าและจ้างงานเพิ่มตามกำลังซื้อจำลองดังกล่าว

แต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เมื่อโครงการสิ้นสุดลงอย่างเป็นทางการ:

  • กำลังซื้อจำลองเดือนละ 50,000 ล้านบาทจะหดตัวกลับสู่ศูนย์ทันทีในข้ามคืน
  • ประชาชนต้องกลับมาควักกระเป๋าจ่ายเงินสดเต็มราคา 100% สำหรับข้าวของเครื่องใช้ในบ้านและอาหารประจำวัน
  • ในขณะที่ราคาสินค้าส่วนใหญ่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นไปแล้วในช่วงที่มีโครงการและยากที่จะปรับลดราคากลับลงมา (Price Rigidity)

ผลกระทบนี้จะสร้างแรงเหวี่ยงให้ผู้บริโภคในกลุ่ม Missing Middle และผู้มีรายได้น้อยตัดสินใจ "หยุดหรือลดการบริโภคลงอย่างรุนแรงชั่วคราว" เพื่อปรับสมดุลทางการเงินของตนเอง ส่งผลให้ร้านค้ารายย่อยที่เตรียมการสต็อกสินค้าไว้มากและมีต้นทุนหนี้สินเพิ่มขึ้น เผชิญกับภาวะยอดขายดิ่งเหวและขาดสภาพคล่องฉับพลันในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2569

อินโฟกราฟิกความเสี่ยงเรื่องเงินเฟ้อและหน้าผาทางการคลังหลังสิ้นสุดโครงการไทยช่วยไทยพลัส


4. ตารางประเมินทิศทางตัวแปรเศรษฐกิจมหภาคจากมาตรการไทยช่วยไทยพลัส

ตัวแปรทางเศรษฐศาสตร์ช่วงเริ่มโครงการ (มิ.ย. - ก.ค. 2569)ช่วงกลางโครงการ (ส.ค. - ก.ย. 2569)ช่วงจบโครงการ (ต.ค. 2569 เป็นต้นไป)
ความเร็วการหมุนเงิน (Velocity of Money)📈 ดีดตัวขึ้นสูงมากทันทีทรงตัวในระดับสูงต่อเนื่อง📉 ชะลอตัวลงอย่างรวดเร็ว (ต่ำกว่าปกติ)
ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI)📈 เริ่มปรับตัวเพิ่มขึ้นตามแรงอุปสงค์🔺 ยืนราคาในระดับสูงอย่างมั่นคง⚠️ ยืนราคาสูงแม้กำลังซื้อจะหายไปแล้ว
ยอดขายสะสมของร้านค้ารายย่อย📈 ยอดขายพุ่งสูง ระบายสต็อกเร็ว📈 ขายดีสม่ำเสมอ แผงตลาดคึกคัก📉 ยอดขายวูบลงอย่างน่ากังวล
ดุลการคลังและหนี้สาธารณะ📉 งบประมาณแผ่นดินลดลงสะสม📉 ดุลการคลังติดลบตามวงเงินเบิกจ่าย⚠️ ภาระดอกเบี้ยของหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น

5. มุมมองของจอน: ยุทธศาสตร์ซอฟต์แลนดิ้งและการสร้างกันชนการคลัง

เพื่อป้องกันความเสียหายจากแรงเหวี่ยงของหน้าผาทางการคลังที่จะเกิดขึ้นในปลายปีนี้ รัฐบาลไม่ควรใช้มาตรการแบบ "เปิดสวิตช์ปิดสวิตช์" (On-off Policy Design) แต่ควรวางแผนเพื่อทำ Soft Landing (การร่อนลงอย่างนุ่มนวล) ทางนโยบายการเงินและการคลัง:

  1. การปรับลดสัดส่วนแบบค่อยเป็นค่อยไป (Gradual Phasing Out): เช่น สองเดือนแรก (มิ.ย. - ก.ค.) ร่วมจ่าย 60/40 เดือนที่สาม (ส.ค.) ปรับเป็น 50/50 และเดือนสุดท้าย (ก.ย.) ปรับเป็น 40/60 ก่อนจะยุติโครงการ เพื่อให้ราคาและพฤติกรรมการจ่ายเงินของประชาชนในระบบค่อย ๆ ปรับตัวเข้าหาความจริงตลาด
  2. การจำกัดราคาสินค้าควบคุมจำเป็น: การคุมราคาเข้มงวดในกลุ่มวัตถุดิบอาหารและสินค้าจำเป็นพื้นฐาน ณ ร้านถุงเงิน ไม่ให้ผู้ประกอบการแฝงปรับราคาอุปทานขึ้นตามใจชอบในช่วงโครงการ
  3. การออมเชิงบังคับขนาดย่อม: นำเงินร่วมจ่ายบางส่วนไปสร้างเป็นสิทธิประโยชน์ด้านการออมระยะยาว เช่น จัดสิทธิ์เข้ากองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) เพื่อสร้างหลักประกันการคลังระยะยาวให้แก่ประชาชนนอกระบบ

การใช้เงินงบประมาณระดับแสนล้านกระตุ้นเศรษฐกิจจะมีความคุ้มค่าสูงสุดก็ต่อเมื่อตัวคูณทางการคลังนั้นนำไปสู่การจ้างงานและการสร้างความมั่นคงในชุมชนอย่างแท้จริง ไม่ใช่เป็นเพียงมาตรการชั่วคราวที่สร้างภาพลวงตาทางการเงินแล้วทิ้งซากความบอบช้ำจากเงินเฟ้อไว้เป็นภาระหลังจบโครงการครับ

อินโฟกราฟิกทางออกของจอนสำหรับการทำ Soft Landing และการสร้างกันชนการคลัง