การเดินทางไกลข้ามจังหวัดด้วยรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในประเทศไทยปี 2026 สะดวกสบายและครอบคลุมทุกเส้นทางหลักและรองกว่า 5,000 จุดชาร์จทั่วประเทศ

เพื่อช่วยให้ผู้ใช้รถวางแผนงบประมาณการเดินทางได้อย่างแม่นยำ ทีมงาน KOJOHN สรุปเปรียบเทียบอัตราค่าบริการและฟังก์ชันการใช้งานของ 4 เครือข่ายหลักมาให้ครบถ้วนครับ


1. ตารางเปรียบเทียบอัตราค่าบริการ DC Fast Charge (บาท/kWh)

เครือข่ายสถานีชาร์จอัตราค่าบริการ On-Peak (09.00 - 22.00 น. วันธรรมดา)อัตราค่าบริการ Off-Peak (22.00 - 09.00 น. และวันหยุด)กำลังไฟสูงสุดของหัวชาร์จ
PEA VOLTA (กฟภ.)7.50 – 8.00 บาท/หน่วย5.50 – 6.00 บาท/หน่วย120 – 360 kW
EleX by EGAT (กฟผ.)7.75 – 8.50 บาท/หน่วย5.80 – 6.20 บาท/หน่วย150 – 360 kW
MEA EV (กฟน.)7.50 บาท/หน่วย5.50 บาท/หน่วย120 – 180 kW
EA Anywhere / Sharge8.50 – 9.00 บาท/หน่วย6.50 – 7.00 บาท/หน่วย120 – 360 kW

2. กฎการคิดค่าปรับจอดแช่ (Idle Fee Regulations)

เพื่อป้องกันการเสียบชาร์จทิ้งไว้และเพิ่มสภาพคล่องให้ผู้ใช้รถท่านอื่น เครือข่ายหลักได้เริ่มบังคับใช้ ระบบเก็บค่าบริการจอดแช่ (Idle Fee):

  • ระยะเวลาผ่อนผัน (Grace Period): เมื่อแบตเตอรี่ชาร์จครบ 100% (หรือถึงลิมิตที่ตั้งไว้) แอปพลิเคชันจะแจ้งเตือน และให้เวลาเคลื่อนย้ายรถ 10 นาที
  • อัตราค่าปรับจอดแช่: หากไม่ปลดหัวชาร์จออกหลังจากพ้น 10 นาที ระบบจะเริ่มคิดค่าบริการ 10 – 20 บาทต่อนาที โดยหักผ่านบัตรเครดิตหรือ Wallet ในแอปโดยอัตโนมัติ

3. คำนวณค่าใช้จ่ายทริปทางไกล: กรุงเทพฯ – เชียงใหม่ (700 กม.)

สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ 70 kWh (อัตรากินไฟเฉลี่ย 16 kWh / 100 กม.):

  • พลังงานที่ใช้ตลอดทริป 700 กม.: ประมาณ 112 kWh
  • ออกเดินทางด้วยแบตเตอรี่ชาร์จจากบ้าน (TOU Off-Peak 2.60 บาท): 70 kWh = 182 บาท
  • แวะชาร์จ DC Fast Charge ระหว่างทาง (นครสวรรค์/ตาก): 45 kWh @ 7.50 บาท = 337 บาท
  • รวมค่าใช้จ่ายพลังงานตลอดการเดินทาง: ประมาณ 519 – 750 บาท (คิดเป็นเฉลี่ยเพียง 0.75 – 1.07 บาทต่อกิโลเมตร) ประหยัดกว่าการเติมน้ำมันเบนซิน/ดีเซลที่ต้องจ่ายประมาณ 2,200 – 2,800 บาทครับ