เมื่อปริมาณการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยเติบโตอย่างก้าวกระโดด คำถามสำคัญด้านสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจที่ตามมาคือ "เมื่อแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าใช้งานไป 8 - 10 ปีจนเสื่อมสภาพแล้ว แบตเตอรี่เหล่านี้จะถูกนำไปจัดการอย่างไร?"
ในปี 2026 ประเทศไทยได้สร้างห่วงโซ่อุปทานระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) สำหรับแบตเตอรี่ EV ขึ้นอย่างครบวงจร
ทีมงาน KOJOHN สรุปแนวทางจัดการและมูลค่าของแบตเตอรี่รีไซเคิลมาให้ศึกษากันครับ
1. วงจรชีวิตที่สอง (Second-Life BESS): พลังงานสำรองโซลาร์ฟาร์ม
เมื่อแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้ามีค่า SOH ลดลงเหลือ 70% - 80% แม้จะไม่เหมาะสำหรับการขับเคลื่อนรถที่ต้องการอัตราเร่งสูง แต่ยังคงมีพลังงานไฟฟ้าสะสมเหลืออยู่มหาศาล:
- ระบบกักเก็บพลังงานแบตเตอรี่ (BESS): นำโมดูลแบตเตอรี่มาประกอบเข้าในตู้คอนเทนเนอร์ เพื่อกักเก็บไฟฟ้าที่ผลิตได้จากแผงโซลาร์เซลล์ในเวลากลางวัน แล้วจ่ายไฟเข้าสู่โรงงานอุตสาหกรรมหรือโครงข่ายการไฟฟ้าฯ ในช่วงกลางคืน
- ยืดอายุการใช้งานได้อีก 8 - 10 ปี: ช่วยลดต้นทุนระบบกักเก็บพลังงานลงได้ถึง 40 - 50% เมื่อเทียบกับการซื้อแบตเตอรี่ผลิตใหม่
2. โรงงานสกัดแร่รีไซเคิลในพื้นที่ EEC (Closed-loop Recycling)
เมื่อแบตเตอรี่หมดสภาพการเป็น BESS จะถูกส่งเข้าสู่ โรงงานรีไซเคิลแบตเตอรี่ครบวงจรในพื้นที่ EEC:
- กระบวนการบดละเอียด (Black Mass Production): แบตเตอรี่ถูกตัดแยกระบบอิเล็กทรอนิกส์ บดเป็นผงแร่สีดำ (Black Mass)
- การสกัดด้วยเคมีน้ำ (Hydrometallurgical Extraction): สกัดแยกแร่ธาตุสำคัญ เช่น Lithium Carbonate (ลิเธียม), Nickel Sulfate (นิกเกิล), Cobalt (โคบอลต์) และ Manganese (แมงกานีส) ด้วยความบริสุทธิ์สูงเกิน 99.5% เพื่อนำกลับไปผลิตเป็นเซลล์แบตเตอรี่ EV ก้อนใหม่อีกครั้ง
3. มูลค่าการรับซื้อซากแบตเตอรี่ในไทยปี 2026
- การรับซื้อเข้าสู่โครงการ Second-Life BESS: มูลค่าเฉลี่ยประมาณ 1,200 - 1,800 บาท / kWh (แพกแบตเตอรี่ขนาด 60 kWh มีมูลค่าประเมินประมาณ 70,000 - 100,000 บาท)
- การรับซื้อเพื่อสกัดแร่ Black Mass: มูลค่าเฉลี่ยประมาณ 600 - 900 บาท / kWh
ระบบรีไซเคิลที่ได้มาตรฐานช่วยสร้างความมั่นใจว่าการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดของไทย จะไม่ทิ้งมลพิษไว้เบื้องหลังอย่างแน่นอนครับ





