ในรอบปีที่ผ่านมา วงการยานยนต์โลกเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงเชิงภูมิรัฐศาสตร์ครั้งใหญ่ที่สุดเมื่อสหรัฐอเมริกาประกาศปรับขึ้นอัตราภาษีนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้า (EV) จากจีนสูงถึง 100% ควบคู่ไปกับมาตรการตอบโต้การอุดหนุนของสหภาพยุโรป (EU Anti-subsidies Tariffs)

ความตึงเครียดทางด้านการค้านี้ ส่งผลให้ประเทศไทยกลายเป็น "ยุทธศาสตร์ผู้ชนะ (Neutral Winner)" ที่ได้รับอานิสงส์เต็มๆ ในการเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกรถยนต์ไฟฟ้าพวงมาลัยขวา (Right-Hand Drive - RHD) ระดับโลก


1. ปัจจัยผลักดัน: ทำไมค่ายรถจีนถึงเลือกประเทศไทย?

  • ความพร้อมด้านซัพพลายเชนชิ้นส่วนยานยนต์: ไทยมีห่วงโซ่อุปทานชิ้นส่วนยานยนต์เข้มแข็งและสะสมทักษะแรงงานมายาวนานกว่า 50 ปีจากยุคค่ายรถญี่ปุ่น
  • มาตรการสนับสนุน EV 3.0 และ EV 3.5 ของรัฐบาลไทย: สิทธิประโยชน์ทางภาษีและเงินอุดหนุนที่ผูกเงื่อนไขให้ผู้ผลิตต้องผลิตชดเชยในประเทศตามอัตราส่วน 1:1 และ 1:1.5
  • สถานะความไร้ฝักฝ่ายทางเมือง (Geopolitical Neutrality): ประเทศไทยมีความสัมพันธ์อันดีกับทุกภูมิภาค ทำให้รถยนต์ไฟฟ้าที่ประกอบในไทยได้รับข้อยกเว้นหรือสิทธิประโยชน์ทางภาษีเมื่อส่งออกไปยังประเทศในกลุ่มอาเซียน ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และสหราชอาณาจักร

2. การลงทุนโรงงานประกอบแพกแบตเตอรี่ในไทย

ความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดคือ ไม่ใช่เพียงการนำเข้าชิ้นส่วนมาประกอบ (CKD) แต่เป็นการลงทุนสร้าง โรงงานผลิตเซลล์แบตเตอรี่และแพกแบตเตอรี่ (Battery Pack & Cell Assembly Plants) ใจกลางพื้นที่ EEC:

  • BYD: สร้างโรงงานแบตเตอรี่ Blade Battery แห่งแรกนอกประเทศจีน ณ จังหวัดระยอง
  • Changan Auto: ลงทุนโรงงานประกอบรถยนต์และแบตเตอรี่กำลังการผลิต 100,000 คัน/ปี เพื่อเป็น Hub ส่งออกพวงมาลัยขวาหลัก
  • GAC Aion / Chery: จัดตั้งสายการผลิตแบตเตอรี่ LFP และศูนย์วิจัยพัฒนาสำหรับตลาดภูมิภาค

3. ผลกระทบเชิงบวกต่อคนไทยและผู้บริโภค

  1. การได้ใช้รถรุ่นใหม่เร็วขึ้นและราคาจับต้องได้: คนไทยได้เปิดประสบการณ์กับรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ล่าสุดพร้อมกับตลาดโลก โดยไม่ต้องรอคิวสั่งนำเข้านาน
  2. ความมั่นใจด้านอะไหล่และศูนย์บริการ: การมีโรงงานผลิตชิ้นส่วนและแบตเตอรี่ในประเทศ ทำให้ราคาอะไหล่ถูกลง การรออะไหล่ซ่อมทำได้รวดเร็วขึ้น
  3. การจ้างงานและการยกระดับทักษะแรงงานไทย: เกิดการจ้างงานวิศวกรและช่างเทคนิคชาวไทยในการทำงานร่วมกับเทคโนโลยีแบตเตอรี่และระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าระดับสูง