การก้าวเข้าสู่ปี 2026 ถือเป็นปีที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ไม่ใช่เรื่องไกลตัวของคนไทยอีกต่อไป ล่าสุด กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ภายใต้การนำของนายไชยชนก ชิดชอบ ได้ประกาศเปิดตัวโครงการสร้างเสียงฮือฮาระดับประเทศอย่าง "TH-AI Passport"

โครงการนี้ได้รับอนุมัติวงเงินงบประมาณสูงถึง 1,621 ล้านบาท จากกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (กองทุนดีอี) เพื่อจัดหาและแจกจ่ายสิทธิ์การเข้าใช้งานปัญญาประดิษฐ์ระดับสากลรุ่นพรีเมียม (Premium/Pro AI Models) ให้แก่ประชาชนชาวไทยกลุ่มเป้าหมายจำนวน 5 ล้านคน ได้แก่ นักเรียน นักศึกษา บุคลากรภาครัฐ และประชาชนทั่วไปหรือกลุ่มผู้ประกอบการ SME เป็นระยะเวลา 1 ปีเต็ม โดยเตรียมเปิดตัวระบบให้ลงทะเบียน in วันที่ 1 กรกฎาคม 2026 นี้

เม็ดเงินภาษีกว่า 1.6 พันล้านบาทนี้ คุ้มค่าจริงในเชิงเศรษฐศาสตร์ หรือเป็นเพียงแค่แคมเปญประชานิยมดิจิทัลก้อนใหม่ของรัฐบาล? จอนขอพาไปแกะตัวเลขวิเคราะห์ทีละประเด็นกันครับ

อินโฟกราฟิกสรุปโอกาสสร้างประโยชน์และความเสี่ยงที่น่ากังวลของโครงการ TH-AI Passport


1. คณิตศาสตร์เบื้องหลังดีล: 27 บาท ต่อคน ต่อเดือน ทำได้อย่างไร?

หากเราเดินเข้าไปสมัครใช้งาน AI ระดับโปรด้วยตัวเองในฐานะผู้ใช้ทั่วไป (Retail User):

  • ChatGPT Plus (OpenAI): $20 ต่อเดือน (ประมาณ 700 - 740 บาทตามอัตราแลกเปลี่ยน)
  • Gemini Advanced (Google One AI Premium): 750 บาท ต่อเดือน
  • Copilot Pro (Microsoft): 750 บาท ต่อเดือน

แต่เมื่อกระทรวงดีอีใช้วิธี "จัดซื้อแบบเหมาจ่ายระดับประเทศ" (Wholesale/National Deal) สำหรับผู้ใช้จำนวนมากถึง 5 ล้านคน:

  • งบประมาณรวม: 1,621 ล้านบาท
  • ระยะเวลาโครงการ: 1 ปี (12 เดือน)
  • เมื่อหารเฉลี่ยต่อคนต่อปี: ตกเฉลี่ย 324.2 บาท ต่อคน ต่อปี
  • เมื่อหารเฉลี่ยต่อคนต่อเดือน: ตกเฉลี่ยเพียง 27 บาท ต่อคน ต่อเดือน!
[สมัครใช้ส่วนตัว]  === ค่าบริการรายเดือน ===> 750 บาท / เดือน
[TH-AI Passport] === ค่าบริการรายเดือน ===> 27 บาท / เดือน (ประหยัดลง 96%)

อินโฟกราฟิกแสดงคณิตศาสตร์การหารเฉลี่ยงบประมาณ 1.6 พันล้านบาทของ TH-AI Passport เป็น 27 บาทต่อคนต่อเดือน

ตัวเลข 27 บาทต่อเดือนนี้ ถือเป็นพลังของการเจรจาต่อรองในระดับรัฐบาลและจำนวนผู้ใช้มหาศาล (Economies of Scale) ซึ่งทำให้ผู้ให้บริการคลาวด์และโมเดล AI ยักษ์ใหญ่ระดับโลกยอมลดราคาลงมาอย่างมหาศาลเพื่อเข้ายึดฐานข้อมูลผู้ใช้งานในประเทศไทย


2. ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ: คืนทุนให้ประเทศด้วยวิธีใด?

ในเชิงนโยบายสาธารณะ รัฐบาลอ้างว่าโครงการนี้ไม่ได้เป็นการจ่ายเงินทิ้งเปล่าเพื่อการบริโภคทั่วไป แต่เป็นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านทักษะของมนุษย์ (Human Capital) ภายใต้แนวคิด "Learn to Earn" หรือใช้เพื่อการศึกษาและต่อยอดการสร้างรายได้:

  1. ลดต้นทุนการทำงานของครีเอเตอร์และนักพัฒนาปัญญาชน: ผู้ใช้งานระดับฟรีแลนซ์หรือธุรกิจขนาดเล็กจะเข้าถึงพลังของ AI ที่เก่งขึ้นได้โดยไม่ต้องควักเงินส่วนตัว ส่งผลให้ผลิตภาพแรงงาน (Labor Productivity) ในระบบดีขึ้น
  2. ส่งเสริมกลุ่มการศึกษาแบบเท่าเทียม: นักเรียนในพื้นที่ห่างไกลจะมีเครื่องมือช่วยสอน ช่วยแปลภาษา และอธิบายหลักการวิทยาศาสตร์เทียบเท่ากับโรงเรียนในเมืองหลวง ลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำในการศึกษา (Digital Divide)
  3. การรวมระบบคลาวด์ท้องถิ่น (Local Integration): โครงการบังคับให้ระบบประมวลผลปลายทางและเกตเวย์ต้องรันผ่านโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ในประเทศ (Local Cloud Providers) ส่งผลให้เกิดการกระตุ้นยอดขายและการเติบโตของบริษัทไอทีและไอซีทีในไทย

3. ความเสี่ยง "ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ": หากคน 5 ล้านคนไม่ได้ใช้ประโยชน์จริง

แม้ดีลนี้จะดูคุ้มค่าในแง่ราคาต่อหน่วย แต่ความเสี่ยงที่สำคัญที่สุดในทางเศรษฐศาสตร์นโยบายคือ "อัตราการเปิดใช้งานจริงอย่างมีคุณภาพ" (Active Utilization Rate):

  • ปัญหาขยะคอนเทนต์และการพิมพ์ถามสนุกสนาน: หากไม่มีการเตรียมความพร้อมหรือมีหลักสูตรการสอนวิธีเขียนคำสั่ง (Prompt Engineering) อย่างเป็นระบบ ประชาชนส่วนใหญ่อาจใช้สิทธิ์ใช้งานระดับพรีเมียมเพียงแค่เพื่อพิมพ์คุยเล่น เขียนข้อความอวยพร หรือสร้างภาพเล่นๆ ซึ่งทำให้งบประมาณภาษีไม่ได้สร้างผลตอบแทนกลับคืนสู่เศรษฐกิจจริง
  • ความยั่งยืนหลังครบ 1 ปี: หลังจากโครงการทดลองใช้ฟรีสิ้นสุดลง รัฐบาลจะทำอย่างไรต่อ? หากไม่มีงบประมาณมาต่ออายุโครงการ ประชาชนจะต้องจ่ายเงินในราคาเต็มซึ่งจะเกิดอาการชะงักงันของการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ หรือรัฐบาลจะต้องแบกรับค่าใช้จ่ายนี้กลายเป็นงบประมาณผูกพันถาวรในทุกๆ ปีงบประมาณ

อินโฟกราฟิกสรุป 5 เงื่อนไขการวัดผลโครงการ TH-AI Passport เพื่อเปลี่ยนจากการแจกสิทธิ์เป็นการเพิ่มทักษะของคนในประเทศอย่างยั่งยืน


บทวิเคราะห์ของจอน: ความโปร่งใสคือหัวใจของความคุ้มค่า

ในมุมมองของจอน โครงการ TH-AI Passport ถือเป็นแนวคิดการวางโครงสร้างพื้นฐาน AI สำหรับพลเมืองที่ดีและกล้าหาญมากในเชิงราคาต่อหน่วยที่รัฐบาลดีลมาได้

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าและไม่กลายเป็นการประชานิยมดิจิทัลละลายงบประมาณ กระทรวงดีอีต้องเปิดเผยข้อมูลและมีระบบตรวจสอบการเข้าใช้งานจริง (Usage Analytics Dashboard) ให้สาธารณชนได้รับรู้ว่าคน 5 ล้านคนที่ได้สิทธิ์ไปนั้น ใช้ทำอะไร มีการดาวน์โหลดหลักสูตรพัฒนาตัวเองไปกี่ราย และสิทธิ์การใช้งานไม่ได้ถูกทิ้งค้างไว้อย่างสูญเปล่าในบัญชีร้างครับ

👉 ในยุคที่เทคโนโลยีปรับเปลี่ยนไว การเตรียมความพร้อมทางความรู้เป็นเรื่องสำคัญ คุณสามารถติดตามข้อมูลการยกระดับทักษะและการใช้งาน AI ในการทำงานยุคใหม่ได้ที่หน้าบทความ หมวดหมู่ AI & Platform ของเรา เพื่อไม่ให้ตกเทรนด์การปฏิวัติอุตสาหกรรมในไทยครับ


บทความโดย จอน (Jon) — วิเคราะห์ความโปร่งใสและคณิตศาสตร์นโยบายภาครัฐเพื่อประโยชน์สูงสุดของคนไทย