บรรยากาศความตึงเครียดในงานประชุมผู้ถือหุ้นประจำปีครั้งที่ 127 ของ Nissan
การประชุมสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 127 ของ Nissan Motor Co. เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2026 ณ เมืองโยโกฮามา ประเทศญี่ปุ่น ได้แปรสภาพเป็นสมรภูมิปะทะคารมและความตึงเครียดครั้งประวัติศาสตร์ของบริษัท โดยมีประธานเจ้าหน้าที่บริหารคนปัจจุบันอย่าง อีวาน เอสปิโนซา (Ivan Espinosa) (ซึ่งเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการตั้งแต่เดือนเมษายน 2025) ทำหน้าที่เป็นประธานในที่ประชุมเพื่อชี้แจงแผนการรัดเข็มขัดและปฏิรูปโครงสร้างทางธุรกิจ
หัวใจสำคัญของการเผชิญหน้าในครั้งนี้คือความพยายามของผู้ถือหุ้นบางส่วนในการกู้ชื่อเสียงและทิศทางการเติบโตของบริษัทในยุคอดีต โดยผู้ถือหุ้นรายย่อยรายหนึ่งได้ยื่นเสนอญัตติพิเศษแบบกะทันหันกลางที่ประชุม (Floor Proposal):
- เนื้อหาข้อเสนอ: เสนอให้บอร์ดบริหารแต่งตั้งอดีตประธานผู้ทรงอิทธิพลอย่าง คาร์ลอส กอส์น (Carlos Ghosn) กลับเข้ามาดำรงตำแหน่งในบอร์ดบริหารของนิสสันอีกครั้ง
- เหตุผลสนับสนุน: ผู้เสนอระบุว่า แม้กอส์นจะมีสถานะเป็นผู้หลบหนีคดีอาญาและอยู่ภายใต้หมายจับระหว่างประเทศ แต่ความต้องการผู้นำที่มี "จิตใจที่เด็ดขาดและพร้อมเผชิญหน้า" คือสิ่งเดียวที่จะช่วยให้นิสสันหลุดพ้นจากวิกฤติทางการเงินและการสูญเสียส่วนแบ่งการตลาดในขณะนี้ได้
- ผลสรุป: ข้อเสนอดังกล่าวถูกปัดตกไปในที่สุด เนื่องจากกอส์นยังคงมีคดีความทางกฎหมายที่รุนแรงในประเทศญี่ปุ่นและหมายจับในฝรั่งเศส ทำให้การแต่งตั้งมีข้อจำกัดทางกฎหมายอย่างสมบูรณ์
ศึกชิงอำนาจลึกซึ้ง: การโหวตขับไล่ตัวแทนกลุ่มต่อต้าน Ghosn และอิทธิพลจาก Renault
ประเด็นที่สร้างแรงสั่นสะเทือนในเชิงลึกมากกว่าข้อเสนอของกอส์น คือผลการลงคะแนนโหวตรับรองผู้อำนวยการบอร์ดบริหาร ซึ่งผลปรากฏว่าผู้ถือหุ้นมีมติ "คัดค้านและปฏิเสธ" การต่ออายุตำแหน่งของ โมโตโอะ นากาอิ (Motoo Nagai) ผู้อำนวยการบอร์ดภายนอกและประธานคณะกรรมการตรวจสอบความปลอดภัยของบริษัท
สำหรับเรื่องราวเบื้องหลังการถูกเขี่ยพ้นตำแหน่งของนากาอิมีมิติด้านอำนาจที่ลึกซึ้ง:
- บทบาทในอดีต: นากาอิคือหนึ่งในฟันเฟืองชิ้นสำคัญที่เป็นแกนนำในกระบวนการโหวตถอดถอนและขับไล่ Carlos Ghosn ออกจากบริษัทหลังคดีอื้อฉาวเกี่ยวกับการใช้เงินทุนของบริษัทเมื่อปี 2018
- การลงทัณฑ์เชิงนโยบายจาก Renault: แหล่งข่าวระบุว่าการคัดค้านตำแหน่งของนากาอิได้รับการสนับสนุนอย่างไม่เป็นทางการจากผู้ถือหุ้นใหญ่ที่สุดอย่าง Renault SA สัญชาติฝรั่งเศส (ซึ่งใช้วิธีการงดออกเสียงสำหรับตัวเลือกนากาอิ)
- ความหมายเชิงกลยุทธ์: การถอนตัวของนากาอิถูกมองว่าเป็นความพยายามของ Renault ในการทวงคืนอำนาจและอิทธิพลเหนือบอร์ดบริหารนิสสัน หลังจากที่ความสัมพันธ์ระหว่างสองพันธมิตร (Renault-Nissan-Mitsubishi Alliance) มึนตึงและห่างเหินไปนานหลายปี
ตารางวิเคราะห์พลวัตอำนาจในบอร์ดบริหารของ Nissan (2018 vs 2026)
ความขัดแย้งของฝ่ายบริหารของนิสสันในช่วงเวลาเกือบสิบปีที่ผ่านมา สามารถแสดงโครงสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ดังตารางต่อไปนี้:
| ยุคสมัยของความเป็นผู้นำ | โครงสร้างอำนาจหลัก | ยุทธศาสตร์ทางธุรกิจ | สถานะความมั่นคงทางการเงิน | ความสัมพันธ์กับพันธมิตร Renault |
|---|---|---|---|---|
| ยุค Carlos Ghosn (ก่อนปี 2018) | อำนาจแบบรวมศูนย์ไว้ที่ตัวบุคคล (Ghosn-centric) | มุ่งเน้นการขยายส่วนแบ่งการตลาดเชิงปริมาณ (Volume-driven) | มียอดขายสูง อัตรากำไรดี แต่เกิดการสะสมปัญหาหนี้เสียเชิงระบบ | ผูกพันกันอย่างใกล้ชิดด้วยนโยบายแบ่งปันโครงสร้างพื้นฐานร่วมกัน |
| ยุคปฏิรูปขั้วอำนาจญี่ปุ่น (ปี 2019 - 2024) | บอร์ดบริหารชาวญี่ปุ่นควบคุมทิศทาง (นำโดย Makoto Uchida) | เน้นปฏิรูปการทำกำไรต่อคัน (Profit-per-vehicle) และลดสต็อก | เผชิญปัญหายอดขายชะลอตัวในสหรัฐฯ และเสียแชร์ในจีน | ความสัมพันธ์มึนตึง มีการพยายามปรับสัดส่วนการถือหุ้นเพื่อลดสิทธิ์ของ Renault |
| ยุคปฏิรูปเพื่ออยู่รอด (ปี 2025 - ปัจจุบัน) | Ivan Espinosa นำทีมบอร์ด ผสานกำลังระหว่างญี่ปุ่นและยุโรป | ลดขนาดองค์กร ปิดโรงงาน 7 แห่ง และเจรจาควบรวมกับ Honda (ยกเลิกปี 2025) | ประสบปัญหาการขาดทุนสะสมและค่าใช้จ่ายคงที่สูง | Renault เริ่มกลับมาแทรกแซงและทวงคืนสิทธิ์การออกเสียง เพื่อควบคุมการตัดสินใจ |
บทวิเคราะห์ของจอน: มรสุมการบริหารที่โยโกฮามา และบทเรียนสำหรับอุตสาหกรรมในไทย
วิกฤติความน่าเชื่อถือและความขัดแย้งของบอร์ดบริหารระดับโลกของนิสสัน ส่งสัญญาณที่อุตสาหกรรมและพนักงานของนิสสันในประเทศไทยต้องร่วมประเมิน:
- การรักษาสมดุลความไว้วางใจของผู้บริโภค: สิ่งที่ผู้ถือหุ้นของนิสสันกำลังกรีดร้องกลางที่ประชุมโยโกฮามาคือความรู้สึกว่าบริษัท "ขาดทิศทางการนำที่เด็ดขาด" ในปีที่ผ่านมานิสสันสร้างแผนปฏิรูปและทดลองเปลี่ยนยุทธศาสตร์หลายครั้ง เช่น การเปิดการเจรจาควบรวมกิจการกับ Honda ก่อนจะล่มไปอย่างน่าเสียดายในเวลาอันรวดเร็ว ความไม่แน่นอนในระดับบริหารนี้หากส่งผลต่อเนื่องมายังสาขาในประเทศ เช่น นิสสัน มอเตอร์ ประเทศไทย ย่อมทำให้อำนาจในการทำตลาด สิทธิพิเศษในการนำเข้ารถรุ่นใหม่ๆ และความเชื่อมั่นของดีลเลอร์สั่นคลอน
- บทเรียนเรื่องวิกฤติผู้นำ (Leadership Crisis): คดีของ Carlos Ghosn ผ่านพ้นไปหลายปีแล้ว แต่การที่ผู้ถือหุ้นยังหยิบยกชื่อของเขากลับมาแสดงให้เห็นชัดเจนว่า โลกธุรกิจยานยนต์ไม่มีการประนีประนอมให้กับความอ่อนแอ เมื่อบอร์ดบริหารชุดใหม่ไม่สามารถส่งมอบตัวเลขกำไรและไม่มีแผนงานเทคโนโลยี EV ที่ชัดเจนพอที่จะสู้กับกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้าจากจีน ผู้ถือหุ้นจะเกิดทัศนคติยึดติดกับ "วีรบุรุษคนเก่า" ทันที ในตลาดไทยก็เช่นกัน ค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นแบรนด์อื่นๆ ที่เริ่มเสียแชร์ให้ค่ายจีนจำเป็นต้องแสดงบทบาทการนำของซีอีโอที่เฉียบขาดในการเปลี่ยนผ่านผลิตภัณฑ์ไฮบริดและไฟฟ้า เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความไม่ไว้วางใจจากเครือข่ายผู้จัดจำหน่ายในประเทศ
- ผลกระทบด้านการจ้างงานและห่วงโซ่อุปทาน: แผนการลดคน 20,000 ตำแหน่งและปิดโรงงาน 7 แห่งทั่วโลกของนิสสัน ย่อมส่งผลกระทบต่อเนื่องถึงฐานการผลิตในต่างประเทศรวมถึงโรงงานประกอบในประเทศไทย ผู้จัดจำหน่ายและผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ OEM ในไทยที่เคยเป็นพันธมิตรหลักของนิสสัน จำเป็นต้องเร่งกระจายความเสี่ยง (Diversification) ไปยังคู่ค้าค่ายอื่นๆ โดยเฉพาะกลุ่มแบรนด์จีนที่กำลังเร่งสร้างโรงงานผลิตในไทย เพื่อป้องกันผลกระทบหากนิสสันระดับโลกออกคำสั่งลดกำลังการผลิตเพิ่มเติมในอนาคต
บทความโดย จอน (Jon) — วิเคราะห์กลยุทธ์โครงสร้างตลาดรถยนต์ไฟฟ้า และผลประโยชน์ของผู้บริโภคชาวไทย





