หลังจากที่ผมได้ทดลองใช้ Claude AI ช่วยสร้างปลั๊กอินแต่งสีฟิล์ม JohnwickTH Film Look สำหรับใช้งานใน DaVinci Resolve ไปเมื่อช่วงต้นเดือนตุลาคม 2026 โจทย์ใหญ่ข้อที่สองในการทำงานวิดีโอของผมก็ปรากฏขึ้นทันทีที่กลับมาจากทริปเดินทางที่ประเทศเยอรมนี

ในฮาร์ดดิสก์ของผมมีฟุตเทจจากทริปเยอรมนีรวมกันทั้งหมด 1,093 คลิป คิดเป็นความยาวรวมประมาณ 7.9 ชั่วโมง

คนตัดต่อวิดีโอทุกคนเข้าใจความรู้สึกนี้ดี ก่อนที่เราจะได้เริ่มเรียงเรื่องราวหรือใส่ความคิดสร้างสรรค์ใดๆ เราต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงไปกับการนั่งเปิดดูคลิปทีละไฟล์ เพื่อคัดว่าช่วงไหนภาพชัด ช่วงไหนเดินแล้วกล้องสั่นจนใช้ไม่ได้ ช่วงไหนแสงหลุด หรือช่วงไหนที่มีเสียงพูดหน้ากล้อง

ผมต้องการลดเวลาในขั้นตอนการคัดกรองฟุตเทจเบื้องต้นนี้ลง เพื่อให้ตัวเองมีเวลาและพลังงานเหลือไปทำงานส่วนที่ต้องใช้การตัดสินใจเชิงสร้างสรรค์มากขึ้น จึงเป็นที่มาของการสร้างเครื่องมือตัวที่สองที่ชื่อว่า JOHNWICK.TH CUT DOWN

💡เคล็ดลับ

[!TIP] ชมวิดีโอสาธิตการทำงานจริงของแอป JOHNWICK.TH CUT DOWN ได้ที่ TikTok:
👉 ดูคลิปการคัดฟุตเทจและส่งเข้า DaVinci Resolve อัตโนมัติบน TikTok คลิกที่นี่
(และสามารถดูคลิปเครื่องมือตัวแรก JohnwickTH Film Look ได้ที่นี่)


1. ประมาณ 25 นาทีถึงแอปเวอร์ชันแรกบน Mac (และสิ่งที่ต้องทำต่อหลังจากนั้น)

โปรเจกต์นี้เริ่มต้นขึ้นในวันที่ 21 ตุลาคม 2026 โดยผมเริ่มพิมพ์สั่งงานและอธิบายโครงสร้างสิ่งที่อยากได้ให้ Claude AI ครั้งแรกตอนเวลาประมาณ 17:20 น.

สิ่งที่น่าทึ่งคือ จากจุดเริ่มต้นจนกระทั่งได้แอปพลิเคชันเวอร์ชันแรกที่สามารถกดเปิดหน้าต่างทำงานขึ้นมาบนเครื่อง Mac ได้จริง ใช้เวลาไปเพียงประมาณ 25 นาที เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ต้องทำความเข้าใจให้ตรงกันว่า เวลา 25 นาทีนี้หมายถึงระยะเวลาจนได้แอปเวอร์ชันแรกที่เปิดใช้งานได้ (First Working Prototype) ไม่ใช่เวลาจนซอฟต์แวร์ทั้งหมดสมบูรณ์ เพราะหลังจากนาทีที่ 25 เป็นต้นไป ผมยังต้องใช้เวลาในการนำไฟล์วิดีโอจริงมาทดสอบ ไล่แก้บั๊ก ปรับจูนเกณฑ์การให้คะแนน และเชื่อมต่อเข้ากับระบบสคริปต์ของ DaVinci Resolve เพิ่มเติมอีกหลายขั้นตอน

ข้อมูลทางเทคนิคของแอป JOHNWICK.TH CUT DOWN

รายการข้อมูลจากบันทึกการพัฒนา
ชื่อซอฟต์แวร์JOHNWICK.TH CUT DOWN
ประเภทAutomated Footage Selection Application บนระบบ macOS
เวลาถึงแอปเวอร์ชันแรกประมาณ 25 นาที (ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนทดสอบและแก้บั๊กเพิ่มเติม)
จำนวนโค้ดทั้งหมด2,709 บรรทัด
ภาษาและไลบรารีหลักPython, NumPy, FFmpeg
รูปแบบการประมวลผลทำงานภายในเครื่อง 100% (ไม่ต้องอัปโหลดไฟล์วิดีโอขึ้นเซิร์ฟเวอร์ภายนอก)
วิธีการวิเคราะห์ภาพและเสียงอัลกอริทึมและคณิตศาสตร์ (Mathematical & Signal Analysis)
การเชื่อมต่อโปรแกรมตัดต่อเชื่อมต่อตรงผ่าน DaVinci Resolve Scripting API และรองรับการส่งออกไฟล์ FCPXML
ตำแหน่งติดตั้ง~/Applications บน macOS พร้อมส่วนติดต่อผู้ใช้แบบเว็บที่ทำงานในเครื่อง

2. แยกให้ชัด: ใช้ AI เขียนโปรแกรม แต่ใช้ "คณิตศาสตร์" วิเคราะห์ฟุตเทจ

จุดหนึ่งที่ผมอยากอธิบายให้ชัดเจนที่สุดในบทความนี้ คือการแยกระหว่าง AI-assisted Software Development (การใช้ AI ช่วยเขียนโค้ดซอฟต์แวร์) กับ AI-powered Video Analysis (การใช้โมเดล AI ดูและทำความเข้าใจเนื้อหาวิดีโอ)

สำหรับ JOHNWICK.TH CUT DOWN ผมใช้ Claude AI ในฐานะผู้ช่วยเขียนโค้ดภาษา Python และสร้างหน้าตาโปรแกรมขึ้นมา แต่ตัวแอปพลิเคชันเวลาทำงานจริง ไม่ได้ใช้โมเดล AI มาดูความหมายของภาพหรือฟังบทสนทนา ทว่าใช้อัลกอริทึมและสูตรทางคณิตศาสตร์ในการตรวจวัดคุณภาพทางเทคนิคของวิดีโอด้วยการสุ่มตัวอย่างภาพประมาณ 4 เฟรมต่อวินาที แบ่งออกเป็น 4 มิติหลัก:

  1. ความคมชัด (Focus): วิเคราะห์รายละเอียดของขอบภาพโดยแบ่งเฟรมภาพออกเป็นตาราง 16 โซน เหตุผลที่ต้องแบ่งโซนก็เพื่อป้องกันไม่ให้ภาพที่ตั้งใจถ่ายแบบ "หน้าชัดหลังเบลอ" (Shallow Depth of Field) ถูกโปรแกรมตัดสินผิดว่าหลุดโฟกัสเพียงเพราะฉากหลังเบลอ
  2. การรับแสง (Exposure): คำนวณความสว่างเฉลี่ยของภาพ พร้อมตรวจจับจุดสว่างที่ขาวโพลนเกินไป (Highlight Clipping) และบริเวณที่มืดจมเกินไป
  3. การเคลื่อนกล้อง (Motion): เปรียบเทียบเฟรมภาพต่อเนื่องด้วยการคำนวณทางคณิตศาสตร์ที่ใช้ FFT (Fast Fourier Transform) เพื่อประเมินลักษณะการเคลื่อนไหวของกล้องและจำแนกออกเป็น 7 ประเภท เช่น กล้องนิ่ง การแพนซ้าย–ขวา การเงย หรือการเดินเคลื่อนกล้องไปข้างหน้า
  4. เสียง (Audio): วิเคราะห์สัญญาณเสียงในช่วงความถี่ประมาณ 300–3,400 Hz ซึ่งเป็นย่านความถี่เสียงพูดของมนุษย์ เพื่อช่วยแยกช่วงที่มีการพูดหน้ากล้องออกจากช่วงที่เงียบ (เป็นการวัดคุณสมบัติทางกายภาพของคลื่นเสียง ไม่ใช่การถอดคำพูดหรือเข้าใจความหมายของประโยค)

ภายในแอปยังมีเครื่องมือช่วยแสดงผลสำหรับคนทำวิดีโอโดยเฉพาะ ทั้งกราฟคะแนนตามเวลา แถบแสดงประเภทการเคลื่อนกล้อง เครื่องมือ Focus Peaking, Zebra, Histogram และระบบพรีวิวเฉพาะช่วงที่ผ่านเกณฑ์ (Selects Reel) โดยเมื่อผู้ใช้ปรับน้ำหนักคะแนนหรือเปลี่ยนเกณฑ์การคัด โปรแกรมจะคำนวณรายการช่วงที่ผ่านเกณฑ์ใหม่ทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาสแกนไฟล์วิดีโอซ้ำตั้งแต่ต้น


3. ผลการทดสอบจริงกับฟุตเทจ 5.7K จากกล้อง Lumix GH7 ทริปเยอรมนี

เพื่อทดสอบว่าเครื่องมือที่สร้างขึ้นทำงานกับไฟล์ระดับโปรเจกต์จริงได้แค่ไหน ผมได้นำฟุตเทจชุดหนึ่งจากทริปเยอรมนีที่ถ่ายด้วยกล้อง Lumix GH7 (โฟลเดอร์ย่อย 101_PANA จำนวน 104 คลิป จากทั้งหมด 1,093 คลิปของทั้งทริป) มาทดลองรันผ่านระบบ:

รายการทดสอบผลการทดสอบจริง
จำนวนไฟล์ต้นทางในชุดทดสอบ104 คลิป (จากโฟลเดอร์ 101_PANA)
ความยาวฟุตเทจต้นทางรวม27 นาที 58 วินาที
สเปกไฟล์วิดีโอต้นฉบับความละเอียด 5728 × 3024 (5.7K), HEVC 10-bit, 50 fps, Bitrate ~270 Mbps
เวลาที่ใช้ในการวิเคราะห์ประมาณ 10 นาที
เกณฑ์คะแนนขั้นต่ำที่ตั้งไว้85 คะแนน
จำนวนช่วงวิดีโอที่ผ่านเกณฑ์86 ช่วง (คะแนนเฉลี่ยของช่วงที่เลือกอยู่ที่ 96 คะแนน)
ความยาวผลลัพธ์หลังคัดกรองเหลือ 8 นาที 4 วินาที (คัดช่วงที่ไม่ผ่านเกณฑ์ออกไปประมาณ 71%)
ผลลัพธ์การส่งออกสร้างไทม์ไลน์ใหม่ใน DaVinci Resolve อัตโนมัติ พร้อมวาง Marker 86 จุด

สิ่งที่น่าประทับใจที่สุดในการทดลองนี้คือ เมื่อกดปุ่มส่งออก ตัวแอปจะสั่งงานผ่าน DaVinci Resolve Scripting API เพื่อสร้างไทม์ไลน์ใหม่ขึ้นในโปรเจกต์พร้อมวางคลิปทั้ง 86 ช่วงและปักมาร์กเกอร์ให้เสร็จสรรพ (โดยไม่ไปแตะต้องหรือแก้ไขไทม์ไลน์เดิมที่มีอยู่) ช่วยให้ผมไม่ต้องเริ่มต้นจากการนั่งดูและลากไฟล์เข้าไทม์ไลน์เองทีละคลิป


4. ข้อจำกัดและบั๊กที่ค้นพบจากการใช้งานจริง

การทดลองนี้ทำให้เห็นข้อเท็จจริงที่สำคัญมากว่า เครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิคยังไม่สามารถแทนที่วิจารณญาณของนักตัดต่อได้ โดยมีข้อจำกัดที่พบดังนี้:

  • คณิตศาสตร์วัดความชัดได้ แต่วัด "อารมณ์ของเรื่อง" ไม่ได้: โปรแกรมไม่รู้ว่าช็อตไหนมีความหมายทางอารมณ์หรือสำคัญต่อเนื้อเรื่องที่สุด บางครั้งช็อตที่กล้องสั่นไหวหรือหลุดโฟกัสเล็กน้อย อาจเป็นวินาทีสำคัญของเหตุการณ์ที่คนตัดต่อต้องการเก็บไว้มากที่สุด
  • เมื่อฟุตเทจต้นทางดีอยู่แล้ว คะแนนจะเกาะกลุ่มกัน: เนื่องจากฟุตเทจจากกล้อง Lumix GH7 ชุดที่ใช้ทดสอบมีความคมชัดและกันสั่นที่ค่อนข้างดีอยู่แล้ว ทำให้คะแนนจำนวนมากไปกระจุกตัวอยู่ในช่วง 95–100 คะแนน ส่งผลให้ระบบยังแยกแยะความแตกต่างระหว่าง "ช็อตที่ดี" กับ "ช็อตที่ดีมาก" ได้ไม่ชัดเจนนัก
  • ข้อจำกัดด้านไฟล์และเทคนิคที่ยังต้องพัฒนาต่อ:
    • ยังไม่รองรับการประเมินแสงของฟุตเทจที่ถ่ายแบบ LOG อย่างเหมาะสม ซึ่งอาจทำให้การคำนวณค่าแสงคลาดเคลื่อน และยังไม่รองรับไฟล์ตระกูล BRAW
    • การสั่งสร้างไทม์ไลน์ผ่านสคริปต์ยังมีข้อจำกัดเรื่อง Frame Rate (ในการทดสอบใช้ไทม์ไลน์ 25 fps กับฟุตเทจต้นฉบับ 50 fps)
    • ระหว่างพัฒนายังเจอบั๊กที่ต้องตามแก้หลายจุด เช่น การนับเฟรมสุดท้ายผิดพลาด การเรียกใช้ ffprobe ไม่ตรงกับสถาปัตยกรรมชิปของเครื่อง และปัญหาการเปิดไฟล์ความละเอียดสูงระดับ 5.7K
    • ตัวแอปยังไม่ได้ผ่านการทดสอบระยะยาวกับฟุตเทจที่หลากหลาย และยังไม่ได้ยืนยันการทำงานบนระบบ Windows

5. เปรียบเทียบเครื่องมือทั้ง 2 ตัว และ 5 บทเรียนจากการใช้ AI สร้างซอฟต์แวร์ใช้เอง

เมื่อนำโปรเจกต์ทั้งสองตัวที่ผมสร้างขึ้นในช่วงเดือนกันยายน–ตุลาคม 2026 มาวางเทียบกัน จะเห็นภาพรวมดังนี้:

ประเด็นเปรียบเทียบJohnwickTH Film LookJOHNWICK.TH CUT DOWN
จุดประสงค์หลักทำให้การสร้างลุคฟิล์มและแต่งสีสะดวกขึ้นในจุดเดียวช่วยลดเวลาการคัดกรองฟุตเทจเบื้องต้นก่อนเริ่มตัดต่อ
รูปแบบซอฟต์แวร์DaVinci Resolve OpenFX (OFX) Pluginแอปพลิเคชันบน macOS เชื่อมต่อ DaVinci Resolve
เวลาพัฒนาช่วงเริ่มต้นประมาณ 4 วันประมาณ 25 นาทีจนได้แอปเวอร์ชันแรกที่เปิดได้
จำนวนบรรทัดโค้ด2,551 บรรทัด (C++, DCTL, Metal)2,709 บรรทัด (Python, NumPy, FFmpeg)
จุดเด่นการใช้งาน41 Film Looks, 15 Presets, รองรับคลิปแนวตั้งวิเคราะห์ 4 มิติ และสร้างไทม์ไลน์พร้อม Marker อัตโนมัติ
บทบาทของ AIช่วยเขียนโค้ดและแก้ปัญหาทางเทคนิคของปลั๊กอินช่วยเขียนโค้ดและแก้ไขโครงสร้างแอปพลิเคชัน
สิ่งที่คนทำงานยังต้องทำเองใช้สายตาตรวจเช็กโทนสีและขนาดเม็ดฟิล์มของภาพจริงตัดสินใจเลือกช็อต เรียงลำดับ และเล่าเรื่องราว

(หมายเหตุ: ตัวเลขเวลา 4 วัน กับ 25 นาที ไม่สามารถนำมาเทียบกันโดยตรงว่าตัวไหนซับซ้อนกว่าหรือเสร็จเร็วกว่าตามสัดส่วน เพราะขอบเขตงานและความสมบูรณ์ของการทดสอบแตกต่างกัน)

5 ข้อคิดสำคัญที่ผมได้เรียนรู้จากการทดลองครั้งนี้

  1. การเปลี่ยนผ่านจาก Software User สู่ Software Creator: ในอดีตถ้าเราไม่มีความรู้ด้านโปรแกรมมิง เราทำได้แค่เลือกใช้ซอฟต์แวร์ที่มีขายในตลาด แต่ยุคนี้คนที่เข้าใจปัญหาในงานของตัวเองอย่างลึกซึ้ง สามารถใช้วิธีอธิบายความต้องการเป็นภาษาธรรมชาติเพื่อให้ AI ช่วยสร้างเครื่องมือต้นแบบที่ตอบโจทย์เฉพาะทางของตัวเองได้
  2. คนทำงานเข้าใจปัญหา ส่วน AI ช่วยแปลงปัญหาเป็นโค้ด: ความสำเร็จของทั้งสองโปรเจกต์ไม่ได้เกิดจาก AI เพียงลำพัง แต่เกิดจากการที่ผู้ใช้งานรู้ว่าขั้นตอนการทำงานจริงติดขัดตรงไหน กำหนดโจทย์ที่ชัดเจน และคอยตรวจสอบว่าผลลัพธ์อันไหนใช้ได้จริงหรือยังใช้ไม่ได้
  3. ความเร็วในการสร้างต้นแบบ ไม่ได้เท่ากับคุณภาพระดับผลิตภัณฑ์: การสร้างแอปเวอร์ชันแรกได้ใน 25 นาทีเป็นเรื่องน่าตื่นเต้น แต่การจะทำให้ซอฟต์แวร์รองรับไฟล์ทุกชนิด มีความเสถียรสูง และพร้อมให้คนทั่วไปใช้งานได้อย่างปลอดภัย ยังคงต้องอาศัยความเชี่ยวชาญทางวิศวกรรมซอฟต์แวร์และการทดสอบที่เข้มข้น
  4. AI ไม่จำเป็นต้องอยู่ในขั้นตอนประมวลผลเสมอไป: บางครั้งเราใช้ AI เพียงเพื่อช่วยเขียนชุดคำสั่งทางคณิตศาสตร์และอัลกอริทึมขึ้นมาทำงานในเครื่อง ซึ่งช่วยให้โปรแกรมทำงานได้รวดเร็วและไม่ต้องส่งไฟล์ฟุตเทจขนาดใหญ่ออกไปนอกเครื่อง
  5. เครื่องมือช่วยลดภาระงานซ้ำซาก แต่ไม่ได้แทนที่ความคิดสร้างสรรค์: เป้าหมายของการสร้างเครื่องมือเหล่านี้ไม่ใช่การให้โปรแกรมมาตัดต่อหรือแต่งสีแทนมนุษย์ทั้งหมด แต่คือการให้คอมพิวเตอร์ช่วยคัดกรองงานพื้นฐานที่กินเวลาออกไป เพื่อให้คนทำงานมีเวลาเหลือสำหรับการตัดสินใจทางศิลปะและการเล่าเรื่อง

บทสรุปส่งท้าย

สิ่งที่น่าตื่นเต้นที่สุดจากการทดลองตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ไม่ใช่ตัวเลขว่า AI เขียนโค้ดให้ผมได้กี่พันบรรทัด หรือสร้างหน้าต่างแอปพลิเคชันขึ้นมาได้ภายในกี่นาที

แต่คือการที่คนทำงานธรรมดาซึ่งเข้าใจปัญหาหน้างานของตัวเอง เริ่มมีทางเลือกใหม่ในการลุกขึ้นมาสร้างเครื่องมือเพื่อแก้ปัญหานั้นได้โดยตรง โดยที่ทักษะสำคัญที่สุดยังคงเป็นการรู้ว่าตัวเองต้องการอะไร การรู้ว่าผลลัพธ์แบบไหนที่เรียกว่าดีพอ และการตรวจสอบข้อผิดพลาดของสิ่งที่ AI สร้างขึ้นมาอย่างรอบคอบ เพื่อลดภาระที่ไม่จำเป็น และคืนเวลาให้กับงานส่วนที่มนุษย์ทำได้ดีที่สุดครับ