สมรภูมิการค้ายานยนต์โลกกำลังเข้าสู่บทใหม่อีกครั้ง เมื่อการเจรจาระดับสูงระหว่าง Maroš Šefčovič กรรมาธิการยุโรปด้านการค้า และ Wang Wentao รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ของจีน มีความคืบหน้าครั้งสำคัญในการจัดทำข้อตกลงจำกัดปริมาณการนำเข้า (Import Quota) รถยนต์ขุมพลัง Hybrid (HEV) และ Plug-in Hybrid (PHEV) ที่ผลิตจากประเทศจีนเข้าสู่ตลาดสหภาพยุโรป (EU)
ภายใต้กรอบข้อตกลงเบื้องต้น ทั้งสองฝ่ายเตรียมกำหนดเพดานโควตาการนำเข้ารถยนต์กลุ่ม HEV และ PHEV จากจีนไว้ที่ 350,000 คันต่อปี โดยมีกำหนดเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2026 เป็นต้นไป พร้อมเงื่อนไขอนุญาตให้ปรับเพิ่มเพดานโควตาได้เล็กน้อยในแต่ละปี เพื่อแลกกับการผ่อนปรนมาตรการทางการค้าในกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรมและเกษตรกรรมอื่นๆ ระหว่างสองมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ
ทำไมรถ Hybrid และ PHEV จึงกลายเป็นเป้าหมายใหม่ของสหภาพยุโรป?
ย้อนกลับไปหลังจากที่สหภาพยุโรปประกาศใช้มาตรการเก็บภาษีตอบโต้การอุดหนุน (Countervailing Duties) สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ 100% (BEV) ที่ผลิตในประเทศจีน ส่งผลให้อัตราภาษีนำเข้า BEV จากจีนพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก ผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำของจีนจึงปรับเปลี่ยนกลยุทธ์อย่างรวดเร็วด้วยการ "เบนเข็มมาส่งออกรถยนต์ HEV และ PHEV แทน"
เนื่องจากรถยนต์กลุ่มไฮบริดและปลั๊กอินไฮบริดไม่ได้ถูกจัดอยู่ในพิกัดภาษีพิเศษเดียวกับรถ BEV ทำให้ค่ายรถจีนสามารถส่งออกรถตระกูล PHEV ที่วิ่งด้วยไฟฟ้าได้ไกลระดับ 100–200 กิโลเมตร เข้าไปทำตลาดในยุโรปด้วยราคาที่ต่ำกว่ารถยุโรปในพิกัดเดียวกันอย่างมีนัยสำคัญ จนยอดส่งออกรถ PHEV จากจีนไปยุโรปพุ่งสูงขึ้นหลายเท่าตัวภายในเวลาเพียงปีเดียว สร้างแรงกดดันอย่างหนักต่อผู้ผลิตรถยนต์เจ้าถิ่นในยุโรป
สรุปรายละเอียดกรอบข้อตกลงโควตารถยนต์ HEV & PHEV จีน–ยุโรป
| หัวข้อ | รายละเอียดตามกรอบการเจรจา |
|---|---|
| ประเภทรถยนต์ที่ครอบคลุม | รถยนต์ไฮบริด (HEV) และรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) ที่ผลิตและส่งออกจากประเทศจีน |
| ปริมาณโควตาต่อปี | จำกัดไม่เกิน 350,000 คันต่อปี |
| วันที่มีผลบังคับใช้ | 1 ธันวาคม 2026 |
| การปรับเพิ่มเพดานรายปี | อนุญาตให้ขยายโควตาเพิ่มขึ้นได้ในอัตราส่วนเพียงเล็กน้อยต่อปีตามข้อตกลงทวิภาคี |
| วัตถุประสงค์หลัก | ป้องกันภาวะสินค้าล้นตลาดและสงครามราคาในยุโรป โดยหลีกเลี่ยงการตั้งกำแพงภาษีรอบใหม่ที่อาจจุดชนวนสงครามการค้าเต็มรูปแบบ |
นัยสำคัญต่อประเทศไทย: โอกาสส้มหล่นของฐานการผลิต PHEV ในไทย?
การจำกัดโควตาส่งออกรถยนต์ HEV และ PHEV จากประเทศจีนไปยุโรปที่ 350,000 คันต่อปี อาจส่งผลกระทบเชิงบวกทางอ้อมต่ออุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ในประเทศไทยอย่างมีนัยสำคัญ:
- การใช้ไทยเป็นฐานผลิตส่งออกทดแทน (Export Bypass): ปัจจุบันค่ายรถยนต์จีนรายใหญ่หลายราย เช่น BYD, GWM, MG และ Chery ต่างมีโรงงานประกอบรถยนต์ในประเทศไทยที่สามารถผลิตรถยนต์ขุมพลัง HEV และ PHEV ได้ทั้งรุ่นพวงมาลัยขวาและพวงมาลัยซ้าย
- ความได้เปรียบด้านถิ่นกำเนิดสินค้า (Certificate of Origin): หากรถยนต์ PHEV ที่ประกอบในประเทศไทยใช้ชิ้นส่วนในประเทศ (Local Content) จนผ่านเกณฑ์ถิ่นกำเนิดสินค้าไทย การส่งออกจากท่าเรือแหลมฉบังไปยังสหภาพยุโรปจะไม่ถูกนับรวมในโควตา 350,000 คันของประเทศจีน
- การเร่งระบายสต็อกสู่ตลาดเอเชียและอาเซียน: ในอีกมุมหนึ่ง หากผู้ผลิตในจีนไม่สามารถส่งออกรถ PHEV ไปยุโรปได้ตามเป้าหมายเดิม ส่วนเกินของกำลังการผลิตในจีนอาจถูกผลักดันเข้ามาทำตลาดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตะวันออกกลาง และอเมริกาใต้มากขึ้น ซึ่งจะยิ่งทำให้การแข่งขันด้านราคาของรถกลุ่ม PHEV ในไทยดุเดือดยิ่งขึ้นในช่วงปี 2026–2027



