ในยุคที่กระแสความกังวลเรื่อง "สงครามดั๊มพ์ราคารถยนต์ไฟฟ้านำเข้า" และ "โรงงานประกอบแบบตีหัวเข้าบ้าน (CKD ขันน็อต)" กำลังเป็นประเด็นร้อนในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ข่าวสารที่เป็นรูปธรรมและทรงพลังที่สุดในการพิสูจน์ความจริงจังของผู้ผลิตยานยนต์พลังงานใหม่ระดับโลก ได้เกิดขึ้นที่นิคมอุตสาหกรรม WHA จังหวัดระยอง
เมื่อ โรงงาน BYD ประเทศไทย ได้จัดพิธีเฉลิมฉลองความสำเร็จในการ ผลิตรถยนต์ครบ 100,000 คัน อย่างเป็นทางการ ภายในระยะเวลาเพียง 2 ปีกว่า นับตั้งแต่เริ่มเดินสายการผลิตเมื่อเดือนกรกฎาคม 2024 ที่ผ่านมา พร้อมตัวเลขเม็ดเงินลงทุนสะสมในประเทศไทยทะลุ 35,900 ล้านบาท
นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลขยอดผลิต แต่คือการพิสูจน์ให้เห็นว่า โรงงานแห่งนี้ได้กลายเป็น ฐานการผลิตรถยนต์พลังงานใหม่ครบวงจรที่ใหญ่ที่สุดของ BYD นอกแผ่นดินจีน ที่ส่งมอบทั้งรถยนต์สู่ผู้บริโภคไทย และส่งออกไปยังตลาดยุโรปและออสเตรเลียอย่างเต็มภาคภูมิ
ไม่ใช่แค่โรงงานขันน็อต: ผ่า 5 แผนกผลิตหลักบนพื้นที่ 600 ไร่
สิ่งที่ทำให้โรงงาน BYD ระยอง แตกต่างจากโรงงานประกอบรถยนต์ทั่วไป คือการลงทุนสร้าง โครงสร้างพื้นฐานการผลิตยานยนต์ขั้นสูง (Full Manufacturing Facility) โดยแบ่งออกเป็นแผนกหลักที่ใช้เทคโนโลยีอัตโนมัติระดับโลก:
1. แผนกปั๊มขึ้นรูปโลหะตัวถัง (Stamping Workshop)
- มียอดผลิตขึ้นรูปชิ้นส่วนตัวถังประมาณ 6,000 ชุดต่อเดือน
- ครอบคลุมงานขึ้นรูปลึก (Drawing), เจาะรู (Punching), พับขอบ (Flanging) และปรับรูปทรง (Restriking/Trimming)
- ติดตั้ง เครื่องปั๊มขึ้นรูปอัตโนมัติขนาดมหึมาแรงกด 7,900 ตัน และเครื่องทดลองแม่พิมพ์ (Tryout Press) ขนาด 2,500 ตัน พร้อมระบบคลังเก็บอุปกรณ์จับชิ้นงานอัตโนมัติ
2. แผนกเชื่อมและประกอบตัวถัง (Welding Workshop)
- พื้นที่ครอบคลุมกว่า 70,000 ตารางเมตร ใช้โครงสร้างแบบ 2 ชั้นเพื่อประสิทธิภาพพื้นที่สูงสุด
- มีสายการผลิต 20 สาย สถานีงาน 200 สถานี
- ใช้หุ่นยนต์อัตโนมัติมากถึง 520 ตัว ควบคุมการเชื่อมโครงสร้างตัวถังได้อย่างแม่นยำระดับมิลลิเมตร
- รองรับการประกอบตัวถังรถยนต์ได้พร้อมกันสูงสุดถึง 10 รุ่น มีกำลังการผลิตสูงถึง 45 คันต่อชั่วโมง
3. แผนกพ่นสีอัจฉริยะและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Painting Workshop)
- ใช้เทคโนโลยีพ่นสีสูตรน้ำ 3C2B พร้อมห้องพ่นสีแบบแห้งรุ่นใหม่
- ติดตั้งระบบเผาทำลายสารอินทรีย์ระเหยง่ายที่อุณหภูมิสูง (RTO) เพื่อลดการปล่อยก๊าซ VOC สู่ชั้นบรรยากาศ
- กระบวนการทำความสะอาดและชุบสีกันสนิม (PT/ED) รวมถึงการทากาวใต้ท้องรถและห้องโดยสาร ดำเนินการโดยหุ่นยนต์ 19 ตัว
- กระบวนการพ่นสีรองพื้นและสีจริงใช้หุ่นยนต์อัตโนมัติเต็มรูปแบบถึง 64 ตัว
4. ฐานการผลิตแบตเตอรี่ Blade Battery Pack นอกจีนแห่งแรก
- ถือเป็นหัวใจสำคัญทางยุทธศาสตร์ มีสายการผลิต 3 สาย กำลังการผลิตรวม 150,000 ชุดต่อปี (เฉลี่ย 6,500 ชุดต่อเดือน)
- ควบคุมคุณภาพด้วยระบบ MES (Manufacturing Execution System) และ Monitor Board ติดตามประสิทธิภาพแบบ Real-time ตลอด 24 ชั่วโมง
5. โรงงานระบบส่งกำลังและเครื่องยนต์ไฮบริด (Powertrain Assembly)
- รองรับการประกอบระบบขับเคลื่อนทั้งมอเตอร์ไฟฟ้าบริสุทธิ์ e-Platform และเครื่องยนต์เบนซินสำหรับระบบ DM-i Super Hybrid
สัดส่วน Local Content 53.57% และใบรับรอง MIT ครบ 5 รุ่น
ประเด็นที่อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยให้ความสำคัญสูงสุดคือ การใช้ชิ้นส่วนในประเทศ (Local Content) ซึ่งโรงงาน BYD ระยอง สามารถทำสถิติสัดส่วน Local Content สูงสุดได้ถึง 53.57%
ปัจจุบัน โรงงานแห่งนี้เดินสายการผลิตรถยนต์ 5 รุ่นหลัก ซึ่งผ่านการรับรองมาตรฐาน Made in Thailand (MIT) จากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยครบทุกรุ่น ได้แก่:
- BYD Dolphin (รถยนต์ไฟฟ้าคอมแพกต์แฮทช์แบ็ก)
- BYD Atto 3 (รถยนต์ไฟฟ้าเอสยูวียอดนิยม)
- BYD Seal 5 (ซีดานขุมพลัง DM-i Plug-in Hybrid)
- BYD Sealion 5 (คอมแพกต์ครอสโอเวอร์ไฟฟ้าและไฮบริด)
- BYD Sealion 6 DM-i (ปลั๊กอินไฮบริดเอสยูวีพรีเมียม)
ฐานส่งออกพวงมาลัยซ้ายและขวาสู่ตลาดโลก
ความสำคัญของโรงงานระยองไม่ได้จำกัดอยู่แค่การป้อนตลาดในประเทศ แต่ยังเป็น Hub การส่งออกระดับโลก (Global Export Hub):
- รถยนต์พวงมาลัยขวา (RHD): ส่งออกไปยังประเทศออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ สหราชอาณาจักร และกลุ่มประเทศในเอเชียใต้
- รถยนต์พวงมาลัยซ้าย (LHD): ส่งออกไปยังบางประเทศในทวีปยุโรปและตลาดอาเซียนที่มีกฎหมายขับชิดขวา
ก้าวต่อไป: เตรียมลงทุนเพิ่มไลน์ผลิตโมเดลใหม่
ด้วยเม็ดเงินลงทุนสะสม 35,900 ล้านบาท และความสำเร็จในการผลิต 100,000 คันแรก ทาง BYD และพันธมิตรในไทยได้ส่งสัญญาณเตรียมความพร้อมสำหรับการลงทุนเฟสถัดไป ทั้งการขยายกำลังการผลิตเพื่อรองรับรถยนต์รุ่นใหม่ (New Models) เช่น รถกระบะปลั๊กอินไฮบริด BYD Shark 6 และการขยายระบบห่วงโซ่อุปทานชิ้นส่วนขั้นสูงเพิ่มเติมในพื้นที่ EEC
การผลิตครบแสนคันของ BYD ในวันนี้ จึงเป็นเครื่องยืนยันชัดเจนว่า ประเทศไทยยังคงเป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์อันดับหนึ่งของภูมิภาค ที่สามารถเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์แห่งอนาคตได้อย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน





