ภาพรวมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในช่วง 3 ไตรมาสแรกของปี 2026 (มกราคม – กันยายน 2026) เผยให้เห็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างครั้งสำคัญของตลาดรถยนต์นั่งและรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ โดยมีตัวเลข ยอดจดทะเบียนรถยนต์ใหม่สะสมรวมทั้งสิ้น 555,593 คัน (หลังจากช่วงไตรมาสที่ 1 ทำไว้ที่ 201,033 คัน)

แม้ค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นหลักยังคงรักษาฐานที่มั่นในกลุ่มรถกระบะและรถยนต์ไฮบริดได้อย่างเหนียวแน่น แต่ตัวเลขสถิติ 9 เดือนแรกสะท้อนให้เห็นว่า แบรนด์รถยนต์จากประเทศจีนได้ก้าวขึ้นมาครองพื้นที่ในกลุ่ม Top 10 อย่างถาวร พร้อมทั้งเกิดการเปลี่ยนขั้วอำนาจภายในกลุ่มค่ายรถจีนด้วยกันเองอย่างน่าจับตามอง


อันดับยอดจดทะเบียนรถยนต์ใหม่ในไทย 15 อันดับแรก (ม.ค. – ก.ย. 2026)

อันดับแบรนด์ (Brand)ยอดจดทะเบียน 9 เดือน (คัน)ส่วนแบ่งการตลาด (%)
1Toyota191,16734.4%
2Honda58,26410.5%
3Isuzu50,7599.1%
4BYD33,9136.1%
5OMODA JAECOO26,4634.8%
6MG26,4014.8%
7Mitsubishi20,5943.7%
8GAC AION16,8883.0%
9Changan / Deepal / Nevo16,2792.9%
10GWM15,5812.8%
11Geely13,2292.4%
12Ford12,8742.3%
13Tesla8,8761.6%
14Chery7,4341.3%
15BMW7,2691.3%

ยอดจดทะเบียนแบรนด์อื่นๆ ที่น่าสนใจ (ม.ค. – ก.ย. 2026)

  • กลุ่มค่ายญี่ปุ่นและเกาหลี: Mazda (6,780 คัน), Nissan (6,179 คัน), Suzuki (3,638 คัน), Hyundai (1,896 คัน), Kia (1,156 คัน)
  • กลุ่มยุโรปและลักชัวรี: Mercedes-Benz (5,591 คัน), Volvo (1,425 คัน), MINI (1,424 คัน), Porsche (1,195 คัน)
  • กลุ่ม EV และแบรนด์จีนรุ่นใหม่: Zeekr (5,411 คัน), XPeng (4,984 คัน), Wuling (2,290 คัน), Riddara (1,549 คัน), Avatr (1,113 คัน), Denza (976 คัน)

เจาะลึก 3 ปรากฏการณ์สำคัญจากตัวเลข 9 เดือนแรกปี 2026

1. สามยักษ์ใหญ่ญี่ปุ่น (Toyota, Honda, Isuzu) ครองตลาดรวมกัน 54%

Toyota ยังคงเป็นผู้นำตลาดอย่างไร้คู่ต่อกรด้วยยอดจดทะเบียน 191,167 คัน หรือคิดเป็น 34.4% ของตลาดรวม (มากกว่า 1 ใน 3 ของรถป้ายแดงทั้งหมดในไทย) ตามมาด้วย Honda ที่ 58,264 คัน (10.5%) และ Isuzu ที่ 50,759 คัน (9.1%) เมื่อรวมทั้ง 3 แบรนด์นี้เข้าด้วยกัน จะคิดเป็นสัดส่วนถึง 54% ของตลาดรถยนต์ไทยทั้งหมด

2. ม้ามืดแห่งปี: OMODA JAECOO ผงาดขึ้นอันดับ 5 แซงหน้า MG และ Mitsubishi

หนึ่งในเซอร์ไพรส์ที่ใหญ่ที่สุดของปี 2026 คือการเติบโตแบบก้าวกระโดดของ OMODA JAECOO ที่ทำยอดจดทะเบียน 9 เดือนแรกไปถึง 26,463 คัน (ส่วนแบ่ง 4.8%) ก้าวขึ้นมาอยู่อันดับ 5 ของตลาดรถยนต์ไทย เฉือนชนะแบรนด์ที่ทำตลาดมายาวนานอย่าง MG (26,401 คัน) ไปแบบฉิวเฉียด 62 คัน และแซงหน้า Mitsubishi (20,594 คัน) อย่างชัดเจน

3. ศึกสายเลือดกลุ่มทุนจีน: เครือ Chery ไล่บี้เครือ BYD ห่างกันแค่ 702 คัน!

หากมองแยกเฉพาะแบรนด์เดี่ยว BYD ยังคงนำเป็นอันดับ 4 ของตลาดที่ 33,913 คัน แต่เมื่อนำยอดจดทะเบียนมารวมกันในระดับ "กลุ่มบริษัทแม่ (Automotive Group)" ซึ่งแต่ละค่ายใช้กลยุทธ์แตกแบรนด์ย่อย (Multi-brand Strategy) พบว่าความห่างระหว่างอันดับ 1 และอันดับ 2 ของค่ายจีนแคบลงอย่างไม่น่าเชื่อ:

อันดับกลุ่มทุนจีนกลุ่มบริษัท (Group)แบรนด์ในเครือที่นับรวมยอดจดทะเบียนรวม (คัน)
1BYD GroupBYD + DENZA34,889
2Chery GroupOMODA + JAECOO + CHERY + LEPAS34,187
3SAIC / MGMG26,401
4Geely HoldingGeely + Zeekr + Riddara + Volvo21,614
5Changan GroupChangan + Deepal + Nevo + Avatr17,392
6GAC GroupGAC + AION + Hyptec17,127
7GWM GroupTank + ORA + Haval + Wey + Poer15,581

ตัวเลขดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า Chery Group (34,187 คัน) ตามหลัง BYD Group (34,889 คัน) อยู่เพียง 702 คัน เท่านั้น ขณะที่กลุ่ม Changan Group (17,392 คัน) และ GAC Group (17,127 คัน) ก็กำลังขับเคี่ยวชิงอันดับกันด้วยส่วนต่างเพียงหลักร้อยคันเช่นกัน


แนวโน้มไตรมาสสุดท้ายของปี 2026

การที่ช่องว่างยอดจดทะเบียนระหว่างกลุ่มบริษัทจีนบีบแคบลงเหลือเพียงหลักร้อยคัน คือเหตุผลสำคัญที่เราได้เห็นสงครามราคาและแคมเปญกระตุ้นยอดขายระลอกใหม่ในช่วงเดือนตุลาคมถึงธันวาคม 2026 ไม่ว่าจะเป็นการหั่นราคาตระกูล PHEV และการเร่งส่งมอบรถยนต์รุ่นประกอบในประเทศ เพื่อชิงตำแหน่งผู้นำตลาดก่อนปิดงบประมาณประจำปี 2026