ยุทธศาสตร์การขยายฐานการผลิตของ Chery: จากผู้นำเข้าสู่ผู้ผลิตเต็มตัวในแอฟริกาใต้
ความเคลื่อนไหวล่าสุดของอุตสาหกรรมยานยนต์โลกเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2026 คือการที่ Chery Auto (HKEX: 9973) ยักษ์ใหญ่จากจีนได้ทำพิธีเปิดโรงงาน Rosslyn ในกรุงพรีทอเรีย เมืองหลวงด้านการบริหารของแอฟริกาใต้ ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่เปลี่ยนสถานะของ Chery จาก “ผู้นำเข้า” (Importer) กลายเป็น “ผู้ผลิตในท้องถิ่น” (Local Manufacturer) อย่างเต็มตัว ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของแบรนด์ที่ต้องการฝังรากลึกในตลาดเกิดใหม่ที่มีศักยภาพสูง
การเข้าซื้อกิจการและแผนการปรับโฉมครั้งใหญ่
โรงงาน Rosslyn แห่งนี้ไม่ใช่พื้นที่ใหม่ แต่มีประวัติศาสตร์ยาวนานตั้งแต่ปี 1963 โดยเดิมเป็นฐานการผลิตของ Nissan ซึ่ง Chery ได้ประกาศเข้าซื้อกิจการทั้งที่ดิน อาคาร และสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงโรงงานปั๊มขึ้นรูปโลหะที่อยู่ใกล้เคียงเมื่อเดือนมกราคม 2026 ที่ผ่านมา
ภายใต้การบริหารของ Chery โรงงานแห่งนี้จะได้รับการปรับปรุงเทคโนโลยีการผลิตครั้งใหญ่ (Comprehensive Upgrade) เพื่อให้รองรับมาตรฐานการผลิตระดับสากลของ Chery โดยมีกำหนดการเดินสายพานการผลิตจริงในช่วงกลางปี 2027 ด้วยเป้าหมายกำลังการผลิตสูงสุด 50,000 คันต่อปีสำหรับการทำงานในกะเดียว ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่น่าสนใจเมื่อเปรียบเทียบกับผลผลิตเดิมของ Nissan ที่ลดลงเหลือต่ำกว่า 25,000 คันต่อปีในช่วงก่อนการส่งมอบ
ตารางเปรียบเทียบศักยภาพและเป้าหมายของโรงงาน Rosslyn
| หัวข้อเปรียบเทียบ | ข้อมูลรายละเอียด |
|---|---|
| ที่ตั้ง | Rosslyn, Pretoria, แอฟริกาใต้ |
| ผู้สร้างเดิม | Nissan (เริ่มก่อสร้างปี 1963) |
| กำหนดเริ่มผลิต | กลางปี 2027 |
| กำลังการผลิต (กะเดียว) | 50,000 คันต่อปี |
| เป้าหมาย Localization | 40% ภายในปี 2028 |
| การจ้างงานโดยตรง | 692 อัตรา (รับช่วงต่อจากเดิม) |
| การจ้างงานในซัพพลายเชน | คาดการณ์เพิ่มอีก 3,000 อัตรา |
[!IMPORTANT] การตัดสินใจของ Chery ในการลงทุนครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการสร้างฐานผลิตรถยนต์ แต่เป็นการสร้าง "ระบบนิเวศอุตสาหกรรมครบวงจร" ที่ครอบคลุมตั้งแต่อุปกรณ์การเกษตรอัจฉริยะ พลังงานแสงอาทิตย์ หุ่นยนต์ ไปจนถึงเศรษฐกิจหมุนเวียน ซึ่งเป็นโมเดลการขยายตลาดที่เน้นการสร้างคุณค่าให้แก่ประเทศเจ้าบ้านในระยะยาว
กลยุทธ์ "In somewhere, For somewhere, Be somewhere"
ปรัชญาของ Yin Tongyue ประธาน Chery ที่กล่าวไว้ในพิธีเปิดสะท้อนถึงกลยุทธ์การขยายตลาดที่แตกต่างจากแบรนด์จีนรายอื่น คือการบูรณาการตนเองเข้ากับเศรษฐกิจและสังคมของประเทศที่ไปลงทุนอย่างแท้จริง การที่บริษัทตกลงจ้างงานพนักงานเดิมทั้ง 692 คนต่อ และตั้งเป้าการสร้างงานในห่วงโซ่อุปทานกว่า 3,000 ตำแหน่ง คือการสร้างความเชื่อมั่นให้กับรัฐบาลแอฟริกาใต้
ในด้านการตลาด Chery ประสบความสำเร็จอย่างสูงในแอฟริกาใต้ โดยนับตั้งแต่เข้าสู่ตลาดในปี 2021 บริษัทได้ก้าวขึ้นมาเป็นแบรนด์ยอดนิยมด้วยพอร์ตโฟลิโอที่ครอบคลุมทั้งรถยนต์สันดาป Hybrid และรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ภายใต้แบรนด์ในเครือ เช่น Omoda, Jaecoo, Jetour, iCaur และ Lepas โดยใน 5 เดือนแรกของปี 2026 Chery ครองส่วนแบ่งการตลาดเป็นอันดับ 2 ของประเทศ รองจาก Toyota เท่านั้น
ผังกระบวนการตัดสินใจและกลยุทธ์การเติบโตของ Chery ในแอฟริกาใต้
การขยายตัวในระดับโลกและผลกระทบต่อตลาดรถยนต์
ความสำเร็จของ Chery ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในแอฟริกาใต้ ในปี 2025 บริษัทมียอดขายรวมกว่า 2.63 ล้านคัน โดยมีการส่งออกสูงถึง 1.34 ล้านคัน เพิ่มขึ้น 17.4% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า การที่ Chery พยายามยกระดับโรงงาน Rosslyn ให้เป็นศูนย์กลางการวิจัยและพัฒนา (R&D) รวมถึงการส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้านในแอฟริกาใต้ แสดงให้เห็นว่าแบรนด์จีนไม่ได้มองแอฟริกาเป็นเพียงแค่ตลาดขายรถยนต์ แต่เป็นฐานการผลิตเพื่อคุมตลาดในภูมิภาค
ในขณะเดียวกัน ความเคลื่อนไหวนี้ยังสะท้อนถึงการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ของค่ายรถยนต์ดั้งเดิมอย่าง Nissan ที่ต้องถอยร่นออกจากพื้นที่การผลิตที่ประสิทธิภาพต่ำ เพื่อไปโฟกัสในจุดที่มีความคุ้มค่ามากกว่า ซึ่งเปิดช่องว่างให้แบรนด์จีนที่มีความคล่องตัวสูงและต้นทุนการผลิตที่ได้เปรียบเข้ามาเสียบแทนได้ทันที
บทวิเคราะห์ของจอน: ยุทธศาสตร์การยึดครองตลาดเกิดใหม่ผ่านการผลิตในท้องถิ่น
การที่ Chery เลือกแอฟริกาใต้เป็นฐานการผลิตหลัก ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็น "การเดินหมาก" ที่ชาญฉลาดในเชิงภูมิรัฐศาสตร์และการค้า ประการแรก การตั้งโรงงานในประเทศที่ยังมีอัตราการเติบโตของยานยนต์สูง ช่วยลดกำแพงภาษีนำเข้าและค่าขนส่ง ซึ่งทำให้ราคารถยนต์ของ Chery สามารถแข่งขันกับแบรนด์ญี่ปุ่นและยุโรปได้อย่างดุเดือด ประการที่สอง การที่แบรนด์จีนได้รับรางวัลรถยนต์ยอดเยี่ยมแห่งปี (Car of the Year) ในแอฟริกาใต้จากรุ่น Jetour T2 เป็นเครื่องพิสูจน์ว่า "คุณภาพ" ของรถยนต์จีนในปัจจุบันไม่ได้เป็นรองใคร และสามารถเอาชนะใจผู้บริโภคในตลาดระดับโลกได้แล้ว
สำหรับประเทศไทย การเคลื่อนไหวของ Chery ในแอฟริกาใต้ควรเป็นบทเรียนที่น่าสนใจ แม้ว่าบริบทของตลาดไทยจะแตกต่างออกไปเนื่องจากเราเป็นฐานการผลิตหลัก (Hub) ของค่ายญี่ปุ่นมาอย่างยาวนาน แต่การที่แบรนด์จีนเริ่มสร้าง "ระบบนิเวศ" ที่ไม่ใช่แค่รถยนต์ แต่รวมถึงพลังงานสะอาดและหุ่นยนต์ จะเป็นตัวกำหนดทิศทางว่าใครจะเป็นผู้ชนะในสมรภูมิ EV ยุคใหม่ หาก Chery สามารถทำ Localization ได้ถึง 40% ภายในเวลาไม่กี่ปีในแอฟริกาใต้ นี่คือสัญญาณเตือนถึงค่ายรถเดิมในไทยว่า อิทธิพลของจีนไม่ได้มาแค่สินค้า แต่มาพร้อมกับโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมจะหยั่งรากลึกในระยะยาว
บทความโดย จอน (Jon) — วิเคราะห์กลยุทธ์โครงสร้างตลาดรถยนต์ไฟฟ้า และผลประโยชน์ของผู้บริโภคชาวไทย



